Call Center : 088-892-2666
Line OA : @Theritzclinic
Open hours : 10:00 – 20:00

Filler กับ Botox ต่างกันอย่างไร

เจาะลึก Filler กับ Botox ต่างกันอย่างไร? เลือกทำแบบไหนให้หน้าเด็ก ย้อนวัยได้จริง

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

ปัญหาริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และรูปหน้าไม่กระชับ เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับใครหลายคน เมื่อต้องการมองหาตัวช่วยเพื่อกู้คืนความอ่อนเยาว์ “โปรแกรม Filler” และ “โปรแกรม Botox” มักเป็นชื่อแรก ๆ ที่ถูกนึกถึง แต่ด้วยความที่ทั้งสองหัตถการนี้ช่วยเรื่องความสวยงามได้คล้ายคลึงกัน จึงทำให้เกิดความสับสนว่า Filler กับ Botox ต่างกันอย่างไร และปัญหาผิวแบบไหนควรเลือกทำอะไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุด วันนี้ THE RITZ CLINIC จะพาไปเจาะลึกข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด

รู้จักกับ 2 หัตถการยอดฮิต โปรแกรม Filler และ โปรแกรม Botox

ก่อนจะตัดสินใจเลือกหัตถการใด สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกลไกการทำงานของตัวยาแต่ละชนิด ซึ่งแม้จะมีจุดประสงค์เพื่อความงามเหมือนกัน แต่วิธีการออกฤทธิ์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โปรแกรม Filler (สารเติมเต็ม)

โปรแกรม Filler คือการใช้สารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ เข้าไปฉีดเพื่อ “ทดแทน” ส่วนที่ขาดหายไป ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนที่เสื่อมสลาย ไขมันที่ฝ่อตัว หรือกระดูกที่ยุบตัวลงตามกาลเวลา หน้าที่หลักของฟิลเลอร์คือการเติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน และช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ให้ผิวดูอิ่มฟู เรียบเนียน และดูเป็นธรรมชาติ

โปรแกรม Botox (สารลดเลือนริ้วรอย)

โปรแกรม Botox หรือ Botulinum Toxin A เป็นสารสกัดจากโปรตีนที่มีความบริสุทธิ์สูง ออกฤทธิ์โดยการเข้าไปจับกับปลายประสาท เพื่อ “ยับยั้ง” การทำงานของกล้ามเนื้อชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวและขยับน้อยลง ริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้าก็จะจางหายไป ผิวบริเวณนั้นจะดูเรียบตึงขึ้น นอกจากนี้ยังนิยมนำมาใช้ลดขนาดกล้ามเนื้อกราม เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูเรียวเล็กลงได้อีกด้วย

เปรียบเทียบชัด ๆ Filler กับ Botox ต่างกันอย่างไร?

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า Filler กับ Botox ต่างกันอย่างไร สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 หัตถการได้ดังตารางนี้

หัวข้อเปรียบเทียบโปรแกรม Filler (สารเติมเต็ม)โปรแกรม Botox (สารลดเลือนริ้วรอย)
กลไกการทำงานเน้นการ “เติมเต็ม” ส่วนที่ขาดหาย พยุงโครงสร้างผิว และอุ้มน้ำเน้นการ “ยับยั้ง” การขยับของกล้ามเนื้อ และลดขนาดมัดกล้ามเนื้อ
ปัญหาที่แก้ไขร่องลึกถาวร (Static Wrinkles), หน้าตอบ, คางสั้น, ปากบาง, ใต้ตาลึกริ้วรอยจากการขยับ (Dynamic Wrinkles), กรามใหญ่, ลิฟต์กรอบหน้า
ระดับชั้นผิวชั้นเยื่อหุ้มกระดูก, ชั้นไขมัน, ชั้นผิวหนังแท้ชั้นกล้ามเนื้อ, ชั้นผิวหนัง (Dermo-lift)
ผลลัพธ์ใบหน้าดูมีมิติ อิ่มเอิบ ร่องลึกตื้นขึ้น ผิวชุ่มชื้นใบหน้าเรียวเล็ก ริ้วรอยลดลง ผิวตึงกระชับ
ระยะเวลาเห็นผลเห็นผลทันทีหลังทำ และเข้าที่เต็มที่ใน 2 สัปดาห์เริ่มเห็นผลใน 3-7 วัน และเต็มที่ใน 2 สัปดาห์
การคงอยู่ประมาณ 12 – 24 เดือน (ขึ้นอยู่กับรุ่น)ประมาณ 4 – 6 เดือน

เช็กลิสต์ปัญหาผิวแบบไหน ควรเลือกฉีด Filler หรือ Botox?

ปัญหาผิวแบบไหน ควรเลือกฉีด Filler หรือ Botox

การเลือกหัตถการให้เหมาะสมกับปัญหาผิว คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดูดี หากคุณยังลังเล ลองตรวจสอบเช็กลิสต์ด้านล่างนี้

ปัญหาผิวที่เหมาะกับโปรแกรม Botox

  • มีริ้วรอยปรากฏชัดเจนเมื่อแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว หรือรอยตีนกาเวลาฉีกยิ้ม
  • ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก ลดขนาดกรามที่เกิดจากกล้ามเนื้อใหญ่
  • ต้องการลิฟต์กรอบหน้าให้คมชัด ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยเล็กน้อย
  • มีปัญหารูขุมขนกว้าง หน้ามัน หรือมีเหงื่อออกมากผิดปกติ
  • ต้องการลดกล้ามเนื้อน่อง หรือลดอาการปวดไมเกรน/ออฟฟิศซินโดรม

ปัญหาผิวที่เหมาะกับโปรแกรม Filler

  • มีร่องลึกบนใบหน้าแม้ในขณะทำหน้านิ่ง เช่น ร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก ร่องใต้ตา
  • มีปัญหาใต้ตาคล้ำ เบ้าตาลึก ดูอิดโรยไม่สดใส
  • รูปหน้าขาดมิติ เช่น ขมับตอบ แก้มตอบ คางสั้น หรือหน้าผากแบน
  • ต้องการปรับรูปทรงปากให้เป็นทรงสวย หรือเติมความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก
  • ต้องการงานผิวที่ดูฉ่ำวาว อิ่มน้ำ และแก้ไขหลุมสิวตื้น ๆ

โปรแกรม Filler และ Botox สามารถทำพร้อมกันได้หรือไม่?

ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาผิวหน้าของคนส่วนใหญ่มักเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน ทั้งการยุบตัวของกระดูกและการทำงานมากเกินไปของกล้ามเนื้อ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมักแนะนำให้ทำทั้งสองหัตถการควบคู่กัน เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่มีปัญหาร่องแก้มลึก แพทย์อาจใช้โปรแกรม Filler เติมเต็มร่องลึกให้ตื้นขึ้น และใช้โปรแกรม Botox ปริมาณเล็กน้อยเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งมุมปาก ช่วยให้รอยพับจางลงและผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น โดยสามารถทำพร้อมกันได้ในครั้งเดียว ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ทำไมต้องเลือกทำโปรแกรม Filler และ โปรแกรม Botox ที่ THE RITZ CLINIC

ทำโปรแกรม Filler และ โปรแกรม Botox ที่ THE RITZ CLINIC

ที่ THE RITZ CLINIC เราให้ความสำคัญกับความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นอันดับแรก ทุกขั้นตอนดูแลโดยมาตรฐานระดับสูง เพื่อให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

ยาแท้แกะกล่อง ตรวจสอบได้ทุกขวด

ความกังวลเรื่องยาปลอมจะหมดไป เพราะที่นี่เราการันตีใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ 100% นำเข้าอย่างถูกต้อง แพทย์จะแกะกล่องใหม่ให้ดูต่อหน้าทุกเคส พร้อมสอนวิธีการเช็กเลข Lot. และ อย. เพื่อให้มั่นใจได้ว่าตัวยาที่ฉีดเข้าสู่ร่างกายนั้นได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย

วิเคราะห์ใบหน้าโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เราไม่เน้นการขายตามกระแส แต่เน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ THE RITZ CLINIC จะทำการประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด วิเคราะห์ปัญหาผิวและกล้ามเนื้อ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไม่ยัดเยียดขายคอร์ส

มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้หลายรุ่น หลายยี่ห้อ

เพราะผิวของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เราจึงคัดสรรผลิตภัณฑ์โปรแกรม Filler และ Botox จากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลกที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกใช้รุ่นที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพผิวและบริเวณที่ต้องการแก้ไข

มีการติดตามผลลัพธ์หลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง

การดูแลของเราไม่ได้จบลงแค่ในห้องหัตถการ แต่เรามีทีมงานคอยติดตามผลลัพธ์และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังทำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานและลดความกังวลใจของผู้รับบริการ

มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงให้ดูมากมาย

ความประทับใจจากลูกค้าจริงคือเครื่องยืนยันคุณภาพที่ดีที่สุด เรามีรีวิวผลลัพธ์ Before-After ที่ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงเทคนิคการปรับรูปหน้าที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งหรือเป็นก้อน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

สรุป

สรุปแล้ว Filler กับ Botox ต่างกันอย่างไร? คำตอบคือ “กลไกการทำงาน” และ “ปัญหาที่แก้ไข” โดย Filler เน้นการเติมเต็มวอลลุ่มที่หายไป ส่วน Botox เน้นการลดริ้วรอยจากการขยับและลดขนาดกล้ามเนื้อ หากต้องการผลลัพธ์ที่ย้อนวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบการรักษาแบบผสมผสานมักเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากคุณสนใจปรับรูปหน้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองคิวได้ที่ Line OA: @theritzclinic  หรือ Facebook Inbox: THE RITZ หรือ Instagram: theritzclinic.official หรือโทรศัพท์ 088-892-2666 เจ้าหน้าที่ของเราพร้อมให้คำแนะนำอย่างดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Filler และ Botox

ร่องแก้มลึก ควรฉีด Filler หรือ Botox?

ปัญหาร่องแก้มลึกส่วนใหญ่มักเกิดจากการยุบตัวของกระดูกหน้าแก้มและไขมัน จึงเหมาะกับการใช้โปรแกรม Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกให้ตื้นขึ้น การใช้ Botox อาจทำได้ในบางเคสเพื่อคลายกล้ามเนื้อ แต่ต้องระวังไม่ให้กระทบการยิ้ม

ฉีด Filler กับ Botox อันไหนเจ็บกว่ากัน?

ความรู้สึกเจ็บขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีดและบุคคล โดยทั่วไปโปรแกรม Filler อาจจะรู้สึกตึง ๆ หน่วง ๆ ขณะดันตัวยา ส่วนโปรแกรม Botox จะรู้สึกจี๊ด ๆ เล็กน้อยขณะเดินยา แต่ทั้งสองหัตถการมีการแปะยาชาและประคบเย็นช่วยบรรเทาความเจ็บได้ดี

ถ้าฉีด Botox มาแล้ว สามารถฉีด Filler ทับได้เลยไหม?

สามารถฉีดได้ แต่แพทย์มักแนะนำให้เว้นระยะห่างประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้ Botox ออกฤทธิ์เต็มที่และรูปหน้าเข้าที่ก่อน หรือในบางกรณีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถประเมินและทำพร้อมกันในวันเดียวได้เลยหากตำแหน่งไม่ทับซ้อนกัน

โปรแกรม Filler และโปรแกรม Botox ราคาเท่าไหร่?

ราคาจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น และปริมาณที่ใช้ โดยโปรแกรม Botox มักคิดราคาเหมาขวดหรือตามจำนวนยูนิต ส่วนโปรแกรม Filler จะคิดราคาต่อ 1 CC ซึ่งแพทย์จะประเมินปริมาณที่เหมาะสมให้ทราบก่อนทำหัตถการ

บทความที่น่าสนใจ

รวมวิธีรักษาสิวให้ได้ผล ผิวเรียบเนียน หายขาด ไม่เป็นซ้ำ ที่คุณควรรู้

รวมวิธีรักษาสิวให้ได้ผล ผิวเรียบเนียน หายขาด ไม่เป็นซ้ำ ที่คุณควรรู้

ปัญหาเรื่องสิวไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะมองข้ามได้ เพราะนอกจากความเจ็บปวดและการอักเสบแล้ว สิวตัวร้ายยังมักทิ้งรอยดำ รอยแดง และหลุมสิวไว้เป็นของต่างหน้าให้เราต้องตามแก้ไม่จบสิ้น หลายคนที่พยายามหาวิธีรักษาสิวมานับไม่ถ้วนแต่กลับพบว่าสิวยังวนเวียนกลับมาเป็นซ้ำที่เดิม นั่นอาจเป็นเพราะคุณยังไม่รู้วิธีการดูแลที่ถูกต้อง วันนี้ THE…
10 วิธียกกระชับใบหน้า แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย คืนกรอบหน้าชัด

10 วิธียกกระชับใบหน้า แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย คืนกรอบหน้าชัด

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและกรอบหน้าที่เริ่มไม่ชัดเจนเป็นสิ่งที่หลายคนกังวล เพราะส่งผลต่อความมั่นใจและทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า วิธียกกระชับหน้าจึงเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้ THE RITZ CLINIC ได้รวบรวม 10 แนวทางในการดูแลและฟื้นฟูผิว เพื่อช่วยให้คุณกลับมามีกรอบหน้าที่ชัดเจนและผิวพรรณที่ดูกระชับ อ่อนเยาว์อีกครั้ง

ผิวหย่อนคล้อยเกิดจากอะไร

ภาวะผิวหย่อนคล้อยสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยผสมผสานกัน ได้แก่

  • อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและความแน่นกระชับ
  • แสงแดด รังสียูวีจากแสงแดดทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้นและเกิดความหย่อนคล้อย
  • การสูญเสียปริมาตรบนใบหน้า เช่น การลดลงของไขมันใต้ผิวหนัง หรือการยุบตัวของกระดูกบริเวณใบหน้าตามวัย
  • พันธุกรรม โครงสร้างผิวและอัตราการเสื่อมของผิวส่วนหนึ่งถูกกำหนดโดยพันธุกรรม
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะเครียด และการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ล้วนส่งผลต่อสุขภาพผิว
  • แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผิวในระยะยาว ทำให้ผิวเกิดการคล้อยต่ำลง
  • การแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดริ้วรอยและส่งผลต่อความกระชับของผิวในบางบริเวณ

ทำไมต้องยกกระชับใบหน้า

การยกกระชับหน้าไม่เพียงแต่ช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยที่มองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน การมีใบหน้าที่ดูกระชับ กรอบหน้าคมชัด ช่วยเสริมให้ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนเยาว์ สดใส และมีมิติมากยิ่งขึ้น ลดลักษณะของผิวที่ดู หน้าโทรม ทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเอง การดูแลเพื่อให้ผิวหน้ากระชับจึงเป็นการลงทุนเพื่อบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพผิวที่แข็งแรงในระยะยาว เป็นการชะลอสัญญาณแห่งวัยอย่างหนึ่ง

10 วิธียกกระชับใบหน้า

ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีที่ช่วยในการยกกระชับหน้าและฟื้นฟูผิวที่หย่อนคล้อย ตั้งแต่วิธีการดูแลตัวเองไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ ดังนี้

1. การนวดกระตุ้นและการบริหารใบหน้า

นวดยกกระชับใบหน้า

เป็นการใช้นิ้วมือหรืออุปกรณ์นวดเบา ๆ บนใบหน้าตามทิศทางที่ช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต รวมถึงการฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าบางท่าเพื่อเสริมความแข็งแรง

  • ข้อดี: สามารถทำได้เองที่บ้าน ไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยผ่อนคลาย และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง ลดอาการบวมน้ำในตอนเช้าได้ดี
  • ข้อควรพิจารณา: อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยที่เกิดจากโครงสร้างกระดูกหรือชั้นไขมันยุบตัวได้ ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยจากการดึงรั้งผิวที่ไม่ถูกต้อง

2. การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยเรื่องความกระชับ

ครีมยกกระชับใบหน้า

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เช่น เปปไทด์, เรตินอยด์, วิตามินซี หรือสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ

  • ข้อดี: ดูแลผิวได้ทุกวัน ช่วยบำรุงผิวโดยรวมให้มีสุขภาพดีขึ้น ช่วยเติมความชุ่มชื้นทำให้ผิวดูอิ่มน้ำและริ้วรอยเล็กๆ ดูจางลง
  • ข้อควรพิจารณา: ผลลัพธ์อาจไม่ชัดเจนเท่าหัตถการทางการแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีที่มีความหย่อนคล้อยมาก ครีมบำรุงมักออกฤทธิ์ที่ผิวชั้นบน (Epidermis) เท่านั้น ไม่สามารถซึมลึกไปแก้ปัญหาที่ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ได้ และต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ

3. โปรแกรม Ultraformer MPT

ยกกระชับหน้า ultraformer

โปรแกรม Ultraformer MPT คือ เทคโนโลยีใหม่ในการยกกระชับหน้าโดยใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงแบบ MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ส่งพลังงานลงไปใต้ชั้นผิวได้อย่างเฉพาะเจาะจง หลายระดับความลึก ตั้งแต่ 1.5 mm, 3.0 mm, 4.5 mm สำหรับใบหน้า เพื่อให้เกิดความร้อนที่เหมาะสม ทำให้ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า) เกิดการหดตัว และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ จึงช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย และยังสามารถช่วยสลายไขมันบางส่วนได้ด้วย

  • อดี: เป็นวิธีการยกกระชับหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ช่วยให้ผิวดูกระชับ กรอบหน้าชัดขึ้น ริ้วรอยดูจางลง และยังช่วยสลายไขมันส่วนเกินได้ในเครื่องเดียว หัวปล่อยพลังงานรุ่นใหม่ (MPT) ทำงานได้เร็วกว่ารุ่นเดิมถึง 2.5 เท่า เจ็บน้อยกว่า และให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งการยกกระชับและปรับผิวใส เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย.ไทย
  • ข้อควรพิจารณา: ขณะทำอาจมีความรู้สึกอุ่นถึงร้อน หรือเจ็บจี๊ด ๆ บริเวณใต้ผิวได้บ้าง ซึ่งสามารถทายาชาก่อนทำเพื่อลดความรู้สึกดังกล่าว ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น และจำนวนครั้งในการทำขึ้นอยู่กับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล โดยปกติผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน จึงอาจต้องกลับมาทำซ้ำปีละ 1-2 ครั้งเพื่อคงสภาพ

4. โปรแกรม Ultherapy

 ยกกระชับหน้า ulthera

โปรแกรม Ultherapy SPT (See-Plan-Treat) เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับหน้า โดยใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเฉพาะเจาะจง (Focused Ultrasound) และมีความแม่นยำสูง พร้อมเทคโนโลยี Real-Time Visualization (หน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถมองเห็นชั้นผิวหนังแท้จนถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ขณะทำการดูแล จึงสามารถส่งพลังงานลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ได้อย่างตรงจุดและแม่นยำในชั้นผิวที่ต้องการ เพื่อผลลัพธ์การยกกระชับที่มีประสิทธิภาพ

  • ข้อดี: ช่วยยกกระชับผิวได้ลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า ถือเป็น Gold Standard ของการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด มีหน้าจอแสดงผลทำให้การดูแลมีความแม่นยำสูง ผลลัพธ์โดยทั่วไปอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี และช่วยให้กรอบหน้าดูชัดเจนขึ้น ผิวโดยรวมดูอ่อนเยาว์ เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจาก อย.ไทย และ US FDA
  • ข้อควรพิจารณา: มีความรู้สึกเจ็บหรือปวดหน่วงลึกๆ ขณะทำมากกว่าเครื่องมืออื่น เนื่องจากพลังงานลงลึกและเข้มข้น หลังทำอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยซึ่งจะค่อยๆ หายไปเอง และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเทคโนโลยียกกระชับบางประเภท แต่แลกมาด้วยระยะเวลาผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า

5. โปรแกรม New Thermage FLX

วิธียกกระชับใบหน้าที่ดีที่สุด

โปรแกรม New Thermage FLX เป็นเทคโนโลยีในการยกกระชับหน้าและฟื้นฟูสภาพผิวโดยใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Monopolar Capacitive Radiofrequency) ส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) อย่างสม่ำเสมอ และเทคโนโลยี AccuREP™ ที่ช่วยปรับค่าพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวในแต่ละจุดโดยอัตโนมัติ จึงช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ รวมถึงทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมเกิดการหดตัว ผิวจึงแน่นกระชับขึ้น

  • ข้อดี: ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ (Tightening) ลดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวได้ทั้งบริเวณใบหน้า รอบดวงตา และลำตัว เด่นเรื่องการสลายไขมันสะสมบริเวณแก้มและเหนียง ทำให้ใบหน้าเล็กลง สามารถปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวมให้ดูเรียบเนียนและอ่อนเยาว์ขึ้น รูขุมขนกระชับ มีระบบสั่นและการปล่อยความเย็นเป็นระยะช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวขณะทำ
  • ข้อควรพิจารณา: ขณะทำจะมีความรู้สึกร้อนที่ผิว ซึ่งเป็นปกติของกระบวนการส่งพลังงาน หลังทำผิวอาจมีรอยแดงเล็กน้อยซึ่งจะค่อยๆ หายไปเอง ไม่เหมาะกับผู้ที่มีใบหน้าตอบหรือชั้นไขมันน้อยมากๆ เพราะอาจทำให้หน้าดูตอบลงไปอีกได้ ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในระยะเวลาหลายเดือน

6. โปรแกรม Emface

ยกกระชับหน้า อะไรดีที่สุด

โปรแกรม Emface เป็นนวัตกรรมล่าสุดสำหรับการยกกระชับหน้าและลดเลือนริ้วรอยโดยไม่ต้องใช้เข็มและไม่เจ็บ ด้วยการผสมผสานสองเทคโนโลยีคือ Synchronized RF+ (คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบเฉพาะ) และ HIFES™ (High-Intensity Facial Electrical Stimulation) พลังงาน RF+ จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนและริ้วรอยลดลง ส่วนพลังงาน HIFES™ จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยกพยุงใบหน้าโดยตรง ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและตึงกระชับขึ้น ส่งผลให้กรอบหน้าดูชัดเจนและใบหน้าโดยรวมดูยกขึ้น

  • ข้อดี: เป็นโปรแกรมยกกระชับหน้าแบบไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ทำให้รู้สึกเจ็บขณะทำ เหมือนการพาใบหน้าไปออกกำลังกาย (Facial Gym) ใช้เวลาในการทำต่อครั้งไม่นาน (ประมาณ 20 นาที) สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอยและยกกระชับผิวพร้อมกับเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าไปพร้อมกัน ไม่มี Downtime หลังทำสามารถแต่งหน้าได้ทันที
  • ข้อควรพิจารณา: ผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏและชัดเจนขึ้นหลังการทำอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ (โดยทั่วไปแนะนำ 4 ครั้ง) อาจยังไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยรุนแรงมาก ซึ่งอาจต้องพิจารณาวิธีการอื่นร่วมด้วย และเป็นเทคโนโลยีใหม่ ราคาต่อคอร์สอาจค่อนข้างสูง

7. การฉีดสารเติมเต็มเพื่อปรับมิติใบหน้า

ยกกระชับหน้า มีกี่แบบ

การฉีดสารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid ในบางตำแหน่งของใบหน้า เช่น ขมับ แก้มตอบ หรือร่องแก้ม สามารถช่วยเสริมปริมาตรที่หายไปและส่งผลให้ผิวโดยรวมดูยกกระชับขึ้นได้ เป็นการ ปรับมิติให้กับใบหน้า

  • ข้อดี: เห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ทันทีหลังทำ สามารถปรับแก้รายละเอียดของใบหน้าได้ ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ดูยกขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความร้อน
  • ข้อควรพิจารณา: หากฉีดด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้ปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ใบหน้าดูบวม ไม่เป็นธรรมชาติ หรือเกิดเป็นก้อน (Lumps) ได้ ไม่ได้เป็นการยกกระชับกล้ามเนื้อโดยตรง แต่เป็นการเติมเต็ม ผลลัพธ์อยู่ได้ชั่วคราว และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

8. การฉีดสารกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Biostimulators)

ยกกระชับหน้าด้วยวิธีธรรมชาติ

เป็นการฉีดสารที่เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่เองตามธรรมชาติ เช่น Sculptra หรือ Gouri ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและแน่นกระชับขึ้นจากภายใน

  • ข้อดี: ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ผิวจะค่อยๆ หนาตัวและยืดหยุ่นขึ้น และอยู่ได้ค่อนข้างนาน (สูงสุดถึง 2 ปี) ผิวจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับคนที่ผิวบางและต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวระยะยาว
  • ข้อควรพิจารณา: ไม่เห็นผลทันที ต้องรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน (ประมาณ 4-6 สัปดาห์) ต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์เต็มที่ อาจต้องฉีดหลายครั้ง และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อป้องกันการเกิดตุ่มนูนใต้ผิวหนัง

9. การดูแลด้วยเลเซอร์บางชนิดที่ช่วยฟื้นฟูผิว

ยกกระชับใบหน้า มีวิธีอะไรบ้าง

โปรแกรมเลเซอร์หน้าใสบางชนิด เช่น Fractional Laser หรือ Picosecond Laser นอกจากช่วยเรื่องเม็ดสีและความเรียบเนียนแล้ว ยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งส่งผลให้ผิวมีความกระชับและยืดหยุ่นดีขึ้นในระดับหนึ่ง

  • ข้อดี: ช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลากหลายพร้อมกัน ทั้งเรื่องสีผิว รูขุมขน รอยสิว และความกระชับ ผิวหน้าดูเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้น
  • ข้อควรพิจารณา: ผลลัพธ์ด้านการยกกระชับ (Lifting effect) อาจไม่ชัดเจนเท่ากลุ่มเครื่องมือที่เน้นการยกกระชับโดยตรง (เช่น Ulthera หรือ Thermage) อาจต้องทำหลายครั้ง และบางชนิดอาจมีสะเก็ดแผล ต้องหลบแดดจัดหลังทำ

10. การผ่าตัดดึงหน้า (Surgical Facelift)

วิธียกกระชับใบหน้า

เป็นวิธีการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาผิวหนังที่หย่อนคล้อยอย่างมาก โดยศัลยแพทย์จะทำการตัดผิวหนังส่วนเกินและดึงรั้งเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังให้ตึงกระชับ

  • ข้อดี: ให้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ชัดเจนและยาวนานที่สุด (5-10 ปี) เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยรุนแรง ที่มีผิวหนังส่วนเกินเยอะมากจนเครื่องมือเอาไม่อยู่
  • ข้อควรพิจารณา: เป็นการผ่าตัดใหญ่ มีระยะเวลาพักฟื้นนาน มีแผลเป็น (แม้จะซ่อนตามไรผม) มีความเสี่ยงจากการดมยาสลบและภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายสูง ควรทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น

ยกกระชับหน้าแบบไหนที่ดีที่สุด?

คำตอบคือ “ไม่มีวิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว” เพราะปัญหาผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่หากต้องแนะนำวิธีที่ให้ผลลัพธ์เรื่องการ “ยกกระชับ (Lifting)” ได้ดีที่สุดในกลุ่มที่ไม่ต้องผ่าตัด (Overall Non-Surgical Lifting)

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักยกให้กับ “Ultherapy (อัลเทอร่า)” เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำที่สุดผ่านหน้าจอแสดงผล เรียกว่าเป็นการ “เย็บผิวด้วยคลื่นเสียง” ทำให้กรอบหน้าชัดและยกขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลลัพธ์อยู่ได้นาน

อย่างไรก็ตาม หากปัญหาของคุณไม่ใช่แค่ความหย่อนคล้อย แต่มีไขมันสะสมเยอะ “Thermage” อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือหากต้องการดูแลทั้งผิวและกล้ามเนื้อ “Emface” ก็จะเป็นคำตอบที่ตรงจุดที่สุด ดังนั้น คำว่า “ดีที่สุด” จึงขึ้นอยู่กับว่า “เหมาะกับปัญหาของคุณที่สุด” หรือไม่ครับ

เลือกวิธียกกระชับหน้าอย่างไรดี

การเลือกโปรแกรมยกกระชับหน้าที่ “ใช่” ที่สุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการวิเคราะห์ปัญหาของรูปหน้าแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน การเลือกเครื่องมือที่ตรงจุดจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด โดยสามารถแบ่งแนวทางการเลือกได้ดังนี้

ปัญหาแก้มห้อย ผิวไม่กระชับ และมีไขมันสะสมบริเวณใบหน้าเยอะ

ลักษณะนี้มักจะต้องการความแน่นกระชับควบคู่ไปกับการลดเลือนไขมัน หัตถการที่เหมาะสมที่สุดคือ Thermage FLX หรือ Ultraformer MPT เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้มีความโดดเด่นเรื่องการทำ Tightening ช่วยให้ผิวที่หลวมกลับมาแน่นขึ้น และพลังงานความร้อนยังช่วยสลายไขมันส่วนเกินบางส่วน ทำให้ใบหน้าดูเล็กลงและเข้ารูปมากยิ่งขึ้น

ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แต่ใบหน้าไม่ได้มีไขมันเยอะ 

การใช้เครื่องมือที่เน้นการดึงชั้นกล้ามเนื้ออย่าง Ultherapy จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะเทคโนโลยีนี้สามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อทำการ Lifting หรือยกผิวขึ้นเสมือนการเย็บผิวจากภายใน ช่วยคืนกรอบหน้าให้คมชัดโดยไม่ทำให้ใบหน้าดูตอบลง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนหน้าตอบกังวล

ปัญหาใบหน้าตอบ ขมับยุบ หรือแก้มตอบจนทำให้ดูมีอายุ 

เครื่องมือยกกระชับทั่วไปอาจไม่ใช่ทางออกหลัก แต่ควรเน้นการ “เติมเต็ม” ด้วย Filler หรือสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulators เช่น Sculptra หรือ Gouri) เพื่อคืนปริมาตรให้ผิวดูอิ่มเอิบ สดใส และช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ดูยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าหย่อนคล้อย และความกังวลเรื่องความเจ็บหรือไม่มีเวลาพักฟื้น 

หากต้องการความสบายขั้นสุดเหมือนการทำทรีตเมนต์แต่ได้ผลลัพธ์การยกกระชับ Emface ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์เพราะไม่เจ็บเลย หรือหากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของโครงหน้าแบบ ทันที (Instant Result) การเลือกใช้ Filler หรือ ร้อยไหม (Thread Lift) จะช่วยปรับแก้รูปหน้าได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอระยะเวลาการสร้างคอลลาเจนเหมือนเครื่องมือกลุ่ม Energy-based Device

FAคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับการยกกระชับหน้า

ทำยกกระชับหน้า เจ็บไหม? 

ระดับความเจ็บแตกต่างกันไปครับ โปรแกรม Emface แทบไม่เจ็บเลย ส่วน Ultraformer MPT จะรู้สึกอุ่นๆ จี๊ดๆ พอทนได้ สำหรับ Ultherapy และ Thermage อาจมีความรู้สึกปวดหน่วงๆ หรือร้อนลึกๆ มากกว่า แต่สามารถแปะยาชาและทานยาแก้ปวดช่วยบรรเทาได้ครับ

ยกกระชับหน้าหนึ่งครั้ง อยู่ได้นานเท่าไหร่? 

ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีครับ

  • Ultherapy / Thermage / Biostimulators: อยู่ได้นาน 1 – 2 ปี
  • Ultraformer MPT: อยู่ได้นาน 6 – 8 เดือน
  • Filler: อยู่ได้นาน 12 – 18 เดือน (แล้วแต่รุ่นของยา)
  • โบท็อกซ์: อยู่ได้นาน 4 – 6 เดือน

ร้อยไหม กับ HIFU/Ulthera ต่างกันยังไง? 

ต่างกันที่กลไกครับ “ร้อยไหม” คือการใช้ไหมเงี่ยงเกี่ยวเนื้อเยื่อแล้วดึงขึ้น (Mechanical Lifting) เห็นผลทันทีว่าหน้ายก แต่มีแผลและต้องพักฟื้น ส่วน “HIFU/Ulthera” ใช้คลื่นเสียงกระตุ้นให้ผิวหดตัวและสร้างคอลลาเจน (Energy-based Lifting) หน้าจะค่อยๆ ยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น

Thermage กับ Ulthera ต่างกันยังไง อันไหนดีกว่า? 

  • ถ้าคุณมีแก้มเยอะ จับแก้มแล้วผิวนิ่มๆ ย้วยๆ ต้องการให้หน้าแน่น ผิวเนียน -> เลือก Thermage
  • ถ้าคุณมีเนื้อน้อย แต่กรอบหน้าไม่ชัด หางคิ้วตก แก้มคล้อยลงมา -> เลือก Ulthera (หลายคนเลือกทำทั้งคู่ หรือ “Ulthermage” เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด)

สรุปบทความ

การยกกระชับหน้าและแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การดูแลตัวเองเบื้องต้นไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง การเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของปัญหา สภาพผิวของแต่ละบุคคล งบประมาณ และความคาดหวัง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวางแผนการดูแลที่ตรงจุดและปลอดภัย การดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมีกรอบหน้าที่ชัดเจนและผิวพรรณที่ดูอ่อนเยาว์ยาวนาน ลดโอกาสการเกิดปัญหาผิว หน้าโทรม ในอนาคต

THE RITZ CLINIC เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ปัญหาผิวหย่อนคล้อยของคุณอย่างละเอียด เรามีเทคโนโลยีและโปรแกรมยกกระชับหน้าที่ทันสมัยและหลากหลาย ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย.ไทย เช่น โปรแกรม Ultherapy, Thermage, Picosecond Laser และโปรแกรมการฉีดสารบำรุงต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสภาพผิวที่แตกต่างกันของผู้เข้ารับบริการแต่ละท่าน เรามุ่งมั่นที่จะมอบผลลัพธ์การดูแลที่เป็นธรรมชาติและน่าพึงพอใจ เพื่อให้คุณกลับมามั่นใจในผิวที่ดูกระชับอีกครั้ง

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เจ้าหน้าที่ทางคลินิกเราพร้อมให้คำแนะนำ และคำปรึกษาอย่างจริงใจ ด้วยทีมคุณหมอที่พร้อมให้การดูแลทุกเคสอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

ฟิลเลอร์ปากคืออะไร อันตรายไหม ก่อน-หลังฉีดดูแลตัวเองยังไง

ฟิลเลอร์ปากคืออะไร อันตรายไหม ก่อน-หลังฉีดดูแลตัวเองยังไง

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ปาก

การฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นหนึ่งในหัตถการที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถช่วยเปลี่ยนริมฝีปากที่ดำคล้ำให้มีสีที่อ่อนลงได้ พร้อมฟื้นบำรุงริมฝีปากที่แห้ง หรือตกร่อง ให้กลับมาชุ่มชื้น เรียบเนียน และปากฉ่ำวาวได้ทันที หรือสำหรับคนที่อยากปรับรูปทรงริมฝีปากให้สวยงามมากขึ้น การฉีดฟิลเลอร์ปากก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

สำหรับใครที่สนใจทำหัตถการนี้อยู่ แล้วอยากศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม เดอะริทซ์คลินิก (THE RITZ CLINIC) ได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ปากมาให้แล้ว พร้อมรีวิวฉีดฟิลเลอร์ปากในรูปทรงต่าง ๆ มีภาพเปรียบเทียบก่อนทำและหลังทำ จะน่าสนใจแค่ไหน ไปดูกันเลย!

ฉีดฟิลเลอร์ปากคืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์ปาก (Lips Filler) คือ การฉีดสารเติมเต็มในกลุ่มไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “HA Filler” เข้าไปที่บริเวณริมฝีปาก โดย HA Filler จะมีคุณสมบัติคงตัวอยู่ใต้ชั้นผิวและอุ้มน้ำได้ดี เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจึงสามารถช่วยปรับขนาดโครงสร้างของริมฝีปาก เพิ่มเนื้อปากให้ปากดูอวบอิ่มขึ้น เติมเต็มร่องปากให้ตื้นขึ้น พร้อมกับบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้นได้ในคราวเดียว

ฉีดฟิลเลอร์ปากคืออะไร ฟิลเลอร์ปากช่วยอะไรบ้าง

ฟิลเลอร์ปากช่วยอะไรบ้าง

  • บำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้น หมดกังวลเรื่องปากแห้ง ปากเป็นร่อง ทาลิปสติกแล้วไม่สวย
  • ปรับขนาดโครงสร้างของริมฝีปากให้สวยงาม มีสัดส่วนที่สมดุลเท่ากันทั้ง 2 ข้าง
  • ปรับรูปทรงปากให้สวยงามตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ปากทรงกระจับ ปากสายฝอ หรือปากเกาหลี
  • เติมเนื้อริมฝีปาก แก้ปัญหาสำหรับคนที่มีริมฝีปากบางเกินไป ทั้งจากการเป็นแต่กำเนิด หรือผลข้างเคียงจากการที่ทำศัลยกรรมตัดปากบางมากเกินไป
  • แก้ปัญหามุมปากตกจนทำให้ใบหน้าดูบึ้งตึง โดยการฉีดฟิลเลอร์ยกมุมปากขึ้นและทำให้เป็นรูปปากยิ้มแทน

การฉีดฟิลเลอร์ปากเหมาะกับใคร

การฉีดฟิลเลอร์ปากไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ที่ต้องการริมฝีปากอวบอิ่มสายฝอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหัตถการที่ช่วยแก้ไขจุดบกพร่องและปรับโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างให้สมดุลยิ่งขึ้น โดยกลุ่มที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ปาก ได้แก่

  • ผู้ที่มีริมฝีปากบางโดยกำเนิด: คนที่มีเนื้อปากน้อยทั้งริมฝีปากบนและล่าง จนทำให้ใบหน้าดูขาดมิติ การเติมฟิลเลอร์จะช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ปากดูอิ่มเอิบและสมส่วนขึ้น
  • ผู้ที่มีปัญหารูปปากไม่เท่ากันหรือมุมปากตก: สำหรับผู้ที่มีริมฝีปากสองข้างไม่สมมาตร หรือมีปัญหามุมปากคว่ำลงทำให้ใบหน้าดูบึ้งตึงหรือดูเศร้าหมอง แพทย์สามารถใช้เทคนิคการฉีดเพื่อยกมุมปาก (Lip Lift) ให้ใบหน้าดูหวานและเป็นมิตรขึ้นได้
  • ผู้ที่ต้องการปรับทรงปากให้เข้ากับบุคลิก: เช่น การปั้นทรงปากกระจับ เพื่อให้หน้าดูอ่อนเยาว์และละมุนขึ้น หรือการปรับทรงปากให้ชัดและอวบอิ่มแบบตะวันตก เพื่อความเซ็กซี่และโฉบเฉี่ยว
  • ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องลึกบนริมฝีปาก: เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนที่ริมฝีปากจะลดลงทำให้เกิดริ้วรอยย่นและปากดูแห้งกร้าน การฉีดฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มร่องลึกและคืนความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากกลับมาเรียบเนียน ดูสุขภาพดี
  • ผู้ที่ต้องการทาลิปสติกให้สวยขึ้น: การมีพื้นฐานรูปปากที่ชัดเจน มีขอบปากและกระจับที่สวยงาม จะช่วยให้การทาลิปสติกง่ายขึ้นและออกมาสวยคมชัดกว่าเดิม

ฉีดฟิลเลอร์ปากอันตรายไหม

HA Filler เป็นสารที่สร้างขึ้นเลียนแบบสารธรรมชาติในร่างกายของมนุษย์ จึงสามารถเข้ากันได้ดีกับร่างกายของเรา ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ได้น้อยมาก ๆ

นอกจากนี้ HA Filler ยังเป็นสารเติมเต็มที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) และ อย. ของประเทศไทย แล้วว่า สามารถนำมาใช้ฉีดปรับรูปหน้าได้โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย เนื่องจากร่างกายสามารถสร้างเอนไซม์ไฮยาลูรอนิเดส (Hyaluronidase) มาสลายฟิลเลอร์ได้เอง ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ฟิลเลอร์จะค่อย ๆ สลายไป ไม่มีการตกค้างในร่างกาย 

ถ้าหากเลือกทำฟิลเลอร์ปากกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะ เลือกใช้ฟิลเลอร์ของแท้ ฉีดในตำแหน่งที่ถูกต้อง และใช้ปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับจุดที่ฉีด ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่ทำให้เกิดอันตรายแน่นอน

3 รูปทรงฟิลเลอร์ปากยอดฮิต

3 รูปทรงฟิลเลอร์ปากยอดฮิต

สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าการเติมฟิลเลอร์ปาก สามารถปรับรูปทรงปากเป็นทรงอะไรได้บ้างนั้น THE RITZ CLINIC มี 3 รูปทรงฟิลเลอร์ปากยอดฮิตที่คนนิยมทำกันมาฝาก แต่ละทรงจะมีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วรูปปากทรงไหนที่เหมาะกับคุณ ไปดูกันเลย

  • Sexy Kysse : รูปทรงปากสายฝอแบบตะวันตก ริมฝีปากจะดูเต็ม อิ่มฟู มีความอวบอิ่ม โดยจะมีขนาดริมฝีปากบนและล่างในสัดส่วน 1:1
  • Classy Kysse : ริมฝีปากอวบอิ่ม รูปทรงปากสวยธรรมชาติ โดยทรงปากจะมีลักษณะปากบนบางกว่าปากล่างในสัดส่วนที่พอดี
  • Cherry Kysse : รูปทรงปากกระจับตามสไตล์เกาหลี ริมฝีปากบนมีความโค้งเรียวสวยคล้ายกับลูกเชอร์รี่ และริมฝีปากล่างอวบอิ่ม จัดเป็นรูปทรงปากที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ฉีดฟิลเลอร์ปากที่ไหนดี?

ริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดฝอยและเส้นประสาทจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นจุดเด่นกลางใบหน้าที่สังเกตเห็นได้ง่าย การเลือกคลินิกสำหรับฉีดฟิลเลอร์ปากจึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยควรใช้เกณฑ์การตัดสินใจดังนี้

  1. ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแพทย์ นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด แพทย์ผู้ทำหัตถการต้องมีความเข้าใจในกายวิภาคของริมฝีปากอย่างลึกซึ้ง และมีศิลปะในการออกแบบทรงปาก เพราะการฉีดปากไม่ใช่แค่การเติมให้เต็ม แต่ต้องปั้นทรงให้รับกับรูปหน้า ไม่เป็นก้อน และไม่ดูบวมเจ่อจนผิดธรรมชาติ
  2. เลือกใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ตรวจสอบได้ คลินิกที่ได้มาตรฐานต้องใช้ฟิลเลอร์ที่เป็นของแท้ นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผ่านการรับรองจาก อย. เท่านั้น (เช่น Restylane Kysse, Juvederm Volift ฯลฯ) ซึ่งก่อนฉีดแพทย์ควรแกะกล่องใหม่ให้ดูต่อหน้า และสามารถนำเลข Lot หรือ QR Code ไปตรวจสอบกับบริษัทผู้ผลิตได้ เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการอักเสบหรือการไหลย้อยของฟิลเลอร์ปลอม
  3. ความสะอาดและมาตรฐานของสถานพยาบาล สถานที่ให้บริการต้องเป็นคลินิกที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง มีความสะอาด ปลอดเชื้อ และมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครบครัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย
  4. รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ควรดูรีวิวที่เป็นเคสจริง (ไม่ใช่เพียงรูปนางแบบโฆษณา) โดยเฉพาะรีวิวที่เป็นวิดีโอหรือไลฟ์สด เพื่อให้เห็นการขยับของปากที่เป็นธรรมชาติขณะพูดหรือยิ้ม รวมถึงดู Feedback เรื่องการบวมช้ำและการดูแลหลังทำของคลินิกนั้นๆ ร่วมด้วย

ทำไมต้องเลือกฉีดฟิลเลอร์ปากที่ THE RITZ CLINIC

การฉีดฟิลเลอร์ปากจะต้องเลือกทำกับแพทย์มีความเชี่ยวชาญด้านการฉีดฟิลเลอร์อย่างมาก เลือกใช้ฟิลเลอร์ที่เป็นของแท้ และฉีดในตำแหน่งที่ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสม เพราะถึงแม้ว่าสารเติมเต็มในกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิดจะมีความปลอดภัย สามารถสลายได้เองโดยที่ไม่ตกค้างในร่างกาย แต่ถ้าหากฉีดกับแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ ฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม หรือฉีดเข้าเส้นเลือด ก็อาจทำให้เป็นอันตรายได้

เหตุผลที่คุณควรเลือกฉีดฟิลเลอร์ปาก ที่ The Ritz Clinic

สำหรับใครที่ไม่รู้จะทำฟิลเลอร์ปากที่ไหนดี ให้ THE RITZ CLINIC เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เราพร้อมที่จะดูแลคุณด้วยมาตรการ 5 ข้อต่อไปนี้

  • ดำเนินการโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์และชำนาญการด้านการฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะ
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ ได้มาตรฐาน นำเข้ามาอย่างถูกต้อง ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพทั้งจากอเมริกา ยุโรป และไทย (U.S. FDA, TH-FDA, CE) จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัย
  • มีผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ให้เลือกใช้หลายรุ่น หลายแบรนด์ ทำให้ตอบโจทย์สภาพผิวและรูปหน้าของคนไข้ได้อย่างครอบคลุม
  • การันตีในผลลัพธ์ว่าคุณจะต้องพึงพอใจ
  • มีการติดตามผลลัพธ์หลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการเกิดความมั่นใจและยังมีการเปรียบ

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ปาก

สำหรับใครที่ดูรีวิวฉีดฟิลเลอร์ปากของเราแล้วสนใจที่จะเติมฟิลเลอร์ปาก ปรับรูปทรงปากให้อวบอิ่ม สามารถนัดหมายเข้ามาพบคุณหมอได้ทุกสาขาของ THE RITZ CLINIC เลย และเพื่อให้สามารถทำหัตถการได้ แนะนำให้เตรียมตัวก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ดังนี้

  • ก่อนทำ 3-7 วันควรงดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาละลายลิ่มเลือด และวิตามิน
  • ก่อนทำ 1 วันควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ก่อนทำ 1 วัน ควรงดการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด รวมไปถึงควรเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ใบหน้าสัมผัสความร้อน อย่างการซาวน่า ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เป็นต้น
  • หากมีโรคประจำตัว หรือมีอาการของผิวหนังอักเสบบริเวณที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการ

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ปาก

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ปาก

  • แพทย์จะประเมินสภาพของริมฝีปากก่อนเพื่อดูว่าการเติมฟิลเลอร์ปากสามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่คนไข้กังวลได้ไหม
  • หากประเมินแล้วว่าสามารถแก้ไขด้วยฟิลเลอร์ได้ แพทย์จะแจ้งปริมาณฟิลเลอร์ที่ต้องใช้ และเตรียมผิวบริเวณริมฝีปากให้เรียบร้อยโดยการฆ่าเชื้อบริเวณที่จะฉีดและรอบ ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แล้วทำการฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อบรรเทาอาการเจ็บขณะทำหัตถการ
  • หลังจากนั้นจะฉีดฟิลเลอร์ตามแผนการรักษาที่วางไว้ ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังทำ และสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านต่อได้ โดยในวันที่รับบริการ แพทย์จะแนะนำให้กลับไปนอนพัก และหมั่นประคบเย็นบริเวณที่ฉีดทุก ๆ 1 ชั่วโมง เพื่อลดอาการบวม

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก

  • ให้ประคบเย็นด้วยแผ่นเจล หรือผ้าห่อน้ำแข็ง ประมาณ​ 10 นาที ทุก ๆ ชั่วโมง ในวันที่เข้ารับบริการ 
  • หลังฉีดอาจพบอาการเขียวช้ำหรือบวมแดงได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสในบริเวณจุดที่ฉีด หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วันอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเอง
  • หลีกเลี่ยงให้บริเวณจุดที่ฉีดฟิลเลอร์สัมผัสกับความร้อนทุกชนิด อย่าง การตากแดด การออกกำลังกายกลางแจ้ง การซาวน่า เป็นต้น
  • ให้เลี่ยงการขยับผิวในจุดที่ฉีดในช่วง 3 วันแรก เพราะอาจทำให้สารเติมเต็มเคลื่อนตัวจนอยู่ผิดตำแหน่งได้
  • ควรดื่มน้ำมาก ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดคงสภาพได้ดีมากยิ่งขึ้น
  • หากมีอาการปวด สามารถกินยาแก้ปวดได้
  • งดแต่งหน้า งดทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ AHA หรือวิตามินซีภายใน 24 ชั่วโมง
  • งดรับประทานอาหารรสจัด ของดิบ และของแสลงตามที่แพทย์แนะนำ

ฟิลเลอร์ปากอยู่ได้นานกี่เดือน

การฉีดฟิลเลอร์ปากจะอยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ที่ใช้ รวมถึงการดูแลตัวเองหลังฉีด ถ้าหากเราดูแลริมฝีปากของตัวเองดี หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร้อนจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และหมั่นทาลิปสติกบำรุงริมฝีปากเป็นประจำ ก็จะช่วยชะลอการสลายของฟิลเลอร์ และทำให้อยู่ได้นานขึ้น

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จากการฉีดฟิลเลอร์ปาก

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากการฉีดฟิลเลอร์ปาก มีดังนี้

  • อาจมีผื่น หรือจุดแดงบริเวณรอยเข็มที่ฉีดฟิลเลอร์
  • อาการปวดหลังฉีดฟิลเลอร์ สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการรับประทานยาแก้ปวด
  • อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ เป็นอาการปกติที่พบได้ทั่วไป เกิดจากการที่ฟิลเลอร์มีการกักเก็บน้ำใต้ผิวและดูดน้ำจากบริเวณรอบ ๆ จนทำให้ผิวดูฟูกว่าปกติ ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์
  • ฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วเป็นก้อน อาจเกิดจากใช้ฟิลเลอร์ปริมาณมากเกินไป หรือเลือกใช้เนื้อฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะกับบริเวณปาก หรือฉีดกับแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์
  • อาการแพ้ฟิลเลอร์ หรือเกิดการอักเสบ จะมีลักษณะเป็นก้อนบวมนูน ผิวแดง และรู้สึกปวดมาก หากมีอาการดังกล่าวจะต้องรีบไปแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

ฟิลเลอร์ปากควรฉีดกี่ CC

ฟิลเลอร์ปากควรฉีดกี่ CC

ปริมาณที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์ปากจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากต้องการฉีดฟิลเลอร์เพื่อบำรุงริมฝีปาก ใช้ฟิลเลอร์ 1 CC ก็เพียงพอ แต่สำหรับคนที่ต้องการปรับรูปทรงปากให้อวบอิ่มมากขึ้นตามสไตล์สายฝอ ก็อาจจำเป็นต้องใช้ฟิลเลอร์ถึง 2 CC

ฉีดฟิลเลอร์ปากราคาเท่าไหร่

ราคาการฉีดฟิลเลอร์ปากจะขึ้นอยู่กับปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ โดยการฉีดฟิลเลอร์ปากที่ THE RITZ CLINIC ราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท* สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถเข้ามาให้แพทย์ประเมินสภาพผิวได้ที่ THE RITZ CLINIC ทุกสาขา ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย จองคิวออนไลน์ได้เลยที่  Instagram : THERITZCLINIC.OFFICIAL หรือ  Line OA: @theritzclinic หรือ Facebook Inbox: THE RITZ หรือโทรศัพท์ 088-892-2666

*ราคาโปรโมชันฉีดฟิลเลอร์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมก่อนสั่งซื้อแพ็กเกจ

เลือกฟิลเลอร์ปากยี่ห้อไหนดี

สำหรับฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดเพื่อเติมเต็มผิวในปัจจุบันจะมียี่ห้อให้เลือกมากมาย และในแต่ละยี่ห้อก็ยังจะมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นรุ่นย่อยให้เลือกลงไปอีก ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้หลายคนสงสัยว่า แต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วควรจะเริ่มต้นเลือกจากยี่ห้อไหนดี 

ในส่วนนี้ THE RITZ CLINIC จะขอแนะนำฟิลเลอร์ปาก 3 ยี่ห้อหลักที่ อย.ไทย รับรอง และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยแต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างที่น่าสนใจดังนี้

1. Restylane

เป็นผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์แบรนด์แรกของโลกที่พัฒนาขึ้นจากประเทศสวีเดน มีการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด ยี่ห้อนี้มีการนำเข้าโดยบริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และในปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนารุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง 

โดยรุ่นฟิลเลอร์ที่แนะนำให้มาฉีดปากก็คือ Restylane KYSSE เป็นรุ่นที่ผลิตมาเพื่อฉีดบริเวณริมฝีปากโดยเฉพาะ เนื้อละเอียดมีความคงตัว มีความปลอดภัย ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 12 เดือน

Juvederm

2. Juvederm

เป็นฟิลเลอร์จากอเมริกาที่ได้รับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยแล้วทั้งจาก อย. อเมริกา และ อย. ไทย นำเข้าโดยบริษัท แอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด ยี่ห้อนี้จะมีการผสมยาชามาเรียบร้อย ช่วยให้ไม่รู้สึกเจ็บเวลาฉีด สามารถนำไปใช้ได้กับทุกจุดบนใบหน้า และเป็นหนึ่งยี่ห้อที่ได้รับความนิยมสูง โดยรุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ได้แก่

  • Juvederm Vobella : เนื้อฟิลเลอร์จะมีความนิ่ม มีโมเลกุลขนาดเล็ก และละเอียดที่สุด สามารถนำมาเติมเต็มบริเวณที่ต้องการให้เรียบเนียนขึ้นอย่างเช่นปาก หรือหน้าผากได้
  • Juvederm Volift : เนื้อฟิลเลอร์จะมีความนิ่มและละเอียด นิยมนำมาฉีดบริเวณที่มีปัญหาไม่ลึกมาก เช่น ร่องแก้ม แก้มตอบ ร่องน้ำหมาก ปาก

Belotero

3. Belotero

เป็นฟิลเลอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ นำเข้าโดย บริษัท เมิร์ซ เฮลธ์ แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยจะมีความน่าสนใจตรงที่ใช้ Cohesive Polydensified Matrix (CPM) ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษในการผลิตทำให้ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น

รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม คือ Belotero Intense (กล่องสีชมพู) จะมีเนื้อฟิลเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้แก้ปัญหาร่องลึกมาก ๆ อย่างร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือใช้เติมฟิลเลอร์ปากได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์ปาก

1. ฉีดฟิลเลอร์ปากกี่วันถึงจะหายบวม

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ปากแล้ว อาจมีอาการบวมเข็มประมาณ 7-14 วัน ซึ่งเป็นอาการปกติที่พบได้ทั่วไป ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่ถ้าหากครบ 14 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม

2. ฟิลเลอร์ปากสลายเองได้ไหม

HA Filler ที่นำมาใช้ฉีดบริเวณปาก สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ มีความปลอดภัย ไม่ตกค้างในร่างกาย

ฟิลเลอร์ปากเจ็บไหม

3. ฟิลเลอร์ปากเจ็บไหม

เนื่องจากบริเวณริมฝีปากเป็นจุดที่เนื้ออ่อนและบอบบาง ในระหว่างที่ทำการฉีดฟิลเลอร์ก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บเล็กน้อยได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนทำหัตถการ จะมีการแปะยาชาก่อน ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บลงได้มาก

4. ฉีดฟิลเลอร์ปากกี่วันทาลิปได้

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ปากครบ 1 วันแล้ว สามารถทาลิิปสติกได้ตามปกติ แต่ในช่วง 2 สัปดาห์แรก แนะนำให้เลือกใช้ลิปสติกที่เช็ดทำความสะอาดง่ายไปก่อน เพื่อลดการกระทบกระเทือนเวลาที่ทำความสะอาด

5. ฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นก้อนเกิดจากอะไร แก้ไขได้ไหม

การฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วเป็นก้อน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น แพทย์มีประสบการณ์ไม่มากพอ หรือเลือกใช้รุ่นฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะกับบริเวณปาก เนื้อฟิลเลอร์มีความแข็งเกินไป ทำให้ดูเป็นก้อนเวลาที่ขยับริมฝีปาก สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดสลาย ซึ่งถ้าเป็นฟิลเลอร์แท้ก็จะสลายออกได้ 100% ไม่จำเป็นต้องกังวลเลย

6. ฉีดฟิลเลอร์ปากช่วยเรื่องปากคล้ำได้หรือไม่

การฉีดฟิลเลอร์ปากไม่ได้ช่วยปรับสีผิวบริเวณริมฝีปากโดยตรง แต่จะทำให้เนื้อริมฝีปากดูเต่งตึงและอวบอิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยให้สีของริมฝีปากดูกระจ่างใสขึ้นได้

7. ทำปากกระจับ ทำปากบางมา สามารถฉีดฟิลเลอร์ปากได้ไหม

สำหรับผู้ที่ทำศัลยกรรมปากกระจับ  หรือศัลยกรรมปากบางมาแล้วต้องการฉีดฟิลเลอร์ปาก สามารถทำได้ แต่จะต้องพักฟื้นให้แผลผ่าตัดหายดีก่อน

8. ฟิลเลอร์ปากควรฉีดกี่ CC

เริ่มต้นที่ 1 – 2 CC แต่ในคนที่อยากได้ริมฝีปากสายฝอ ริมฝีปากหนา ๆ ก็สามารถฉีดเพิ่มมากกว่านั้นได้

9. ฟิลเลอร์ปากราคากี่บาท

THE RITZ CLINIC ให้บริการฉีดฟิลเลอร์ปากราคาเท่ากันทุกยี่ห้อ เริ่มต้นที่ 14,900 บาท ต่อ 1 CC

10. ฉีดฟิลเลอร์ปากอยู่ได้นานกี่เดือน

อยู่ได้นานประมาณ 6 – 18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์และรุ่นฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ รวมถึงการดูแลริมฝีปากของแต่ละบุคคลด้วย

11. ฟิลเลอร์ปาก จูบได้ไหม

ควรงดการจูบ 1 – 2 สัปดาห์หลังฉีด เพื่อรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่ก่อน ป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตัว หรือทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้

12. ฉีดฟิลเลอร์ปากห้ามกินอะไรบ้าง

หลังจากที่ฟิลเลอร์เข้าที่แล้ว แนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร้อนจัด เพราะจะทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวได้เร็วขึ้น

13. ฟิลเลอร์ปากฉีดได้บ่อยแค่ไหน

หากฟิลเลอร์เริ่มสลายแล้ว ก็สามารถเติมใหม่ได้ แต่สำหรับใครที่ฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วไม่พอใจ ต้องการที่จะฉีดฟิลเลอร์เพิ่มเข้าไปอีก จะต้องเว้นระยะห่างประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ ต่อการฉีดตำแหน่งเดิม

14. ฟิลเลอร์ตัวไหนเหมาะกับการฉีดปาก

จะต้องเลือกรุ่นที่เนื้อฟิลเลอร์มีความนิ่ม ละเอียด และคงตัวได้ดี เช่น Restylane KYSSE ที่เป็นรุ่นที่ผลิตมาเพื่อฉีดบริเวณริมฝีปากโดยเฉพาะ หรือ ​Juvederm Vobella ที่มีเนื้อฟิลเลอร์นิ่ม มีโมเลกุลขนาดเล็ก และละเอียดที่สุดในยี่ห้อ Juvederm เป็นต้น

15. ฟิลเลอร์ปากกี่วันดูดหลอดได้

งดการใช้หลอดดูดน้ำประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงฟิลเลอร์เคลื่อนที่จนทำให้ริมฝีปากเสียรูปทรง

16. ฉีดฟิลเลอร์ปากต้องนวดไหม

หลังจากแพทย์ฉีดฟิลเลอร์ปากจนได้รูปทรงที่ต้องการแล้ว ให้งดการนวด กด หรือสัมผัสแรง ๆ ที่ริมฝีปาก 2 – 3 สัปดาห์ เพื่อรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่ก่อน ป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่จนทำให้ริมฝีปากเสียรูปทรง

ทำฟิลเลอร์ปากที่ The Ritz Clinic

สรุปเรื่องฟิลเลอร์ปาก

จะเห็นได้ว่า การฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นหนึ่งในวิธีดูแลริมฝีปากที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะสามารถแก้ไขปัญหาริมฝีปากแห้ง ริมฝีปากเป็นร่อง เป็นขุย ที่สร้างความกังวลใจให้กับใครหลายคนได้ รวมถึงช่วยปรับโครงสร้างริมฝีปากให้มีสัดส่วนที่สมดุล และสวยงามขึ้นได้ ถ้าหากคุณต้องการที่จะมีรอยยิ้มที่สวยงาม ริมฝีปากอวบอิ่มฉ่ำวาวมีสุขภาพดี การฉีดฟิลเลอร์ปากนับเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างดี ทีมคุณหมอพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก: Healthline, Web MD, Vogue

รีวิวฉีดฟิลเลอร์ปากที่ THE RITZ CLINIC

Moveo Red Laser

ราคาทดลอง 699.-

ปรึกษาฟรี
ถามหมอได้เลยครับ