เมื่อกาลเวลาผ่านไป ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและกรอบหน้าที่เริ่มไม่ชัดเจนเป็นสิ่งที่หลายคนกังวล เพราะส่งผลต่อความมั่นใจและทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า วิธียกกระชับหน้าจึงเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้ THE RITZ CLINIC ได้รวบรวม 10 แนวทางในการดูแลและฟื้นฟูผิว เพื่อช่วยให้คุณกลับมามีกรอบหน้าที่ชัดเจนและผิวพรรณที่ดูกระชับ อ่อนเยาว์อีกครั้ง
ผิวหย่อนคล้อยเกิดจากอะไร
ภาวะผิวหย่อนคล้อยสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยผสมผสานกัน ได้แก่
- อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและความแน่นกระชับ
- แสงแดด รังสียูวีจากแสงแดดทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้นและเกิดความหย่อนคล้อย
- การสูญเสียปริมาตรบนใบหน้า เช่น การลดลงของไขมันใต้ผิวหนัง หรือการยุบตัวของกระดูกบริเวณใบหน้าตามวัย
- พันธุกรรม โครงสร้างผิวและอัตราการเสื่อมของผิวส่วนหนึ่งถูกกำหนดโดยพันธุกรรม
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะเครียด และการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ล้วนส่งผลต่อสุขภาพผิว
- แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผิวในระยะยาว ทำให้ผิวเกิดการคล้อยต่ำลง
- การแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดริ้วรอยและส่งผลต่อความกระชับของผิวในบางบริเวณ
ทำไมต้องยกกระชับใบหน้า
การยกกระชับหน้าไม่เพียงแต่ช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยที่มองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน การมีใบหน้าที่ดูกระชับ กรอบหน้าคมชัด ช่วยเสริมให้ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนเยาว์ สดใส และมีมิติมากยิ่งขึ้น ลดลักษณะของผิวที่ดู หน้าโทรม ทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในตนเอง การดูแลเพื่อให้ผิวหน้ากระชับจึงเป็นการลงทุนเพื่อบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพผิวที่แข็งแรงในระยะยาว เป็นการชะลอสัญญาณแห่งวัยอย่างหนึ่ง
10 วิธียกกระชับใบหน้า
ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีที่ช่วยในการยกกระชับหน้าและฟื้นฟูผิวที่หย่อนคล้อย ตั้งแต่วิธีการดูแลตัวเองไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ ดังนี้
1. การนวดกระตุ้นและการบริหารใบหน้า

เป็นการใช้นิ้วมือหรืออุปกรณ์นวดเบา ๆ บนใบหน้าตามทิศทางที่ช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต รวมถึงการฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าบางท่าเพื่อเสริมความแข็งแรง
- ข้อดี: สามารถทำได้เองที่บ้าน ไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยผ่อนคลาย และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง ลดอาการบวมน้ำในตอนเช้าได้ดี
- ข้อควรพิจารณา: อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยที่เกิดจากโครงสร้างกระดูกหรือชั้นไขมันยุบตัวได้ ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยจากการดึงรั้งผิวที่ไม่ถูกต้อง
2. การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยเรื่องความกระชับ

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เช่น เปปไทด์, เรตินอยด์, วิตามินซี หรือสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ
- ข้อดี: ดูแลผิวได้ทุกวัน ช่วยบำรุงผิวโดยรวมให้มีสุขภาพดีขึ้น ช่วยเติมความชุ่มชื้นทำให้ผิวดูอิ่มน้ำและริ้วรอยเล็กๆ ดูจางลง
- ข้อควรพิจารณา: ผลลัพธ์อาจไม่ชัดเจนเท่าหัตถการทางการแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีที่มีความหย่อนคล้อยมาก ครีมบำรุงมักออกฤทธิ์ที่ผิวชั้นบน (Epidermis) เท่านั้น ไม่สามารถซึมลึกไปแก้ปัญหาที่ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ได้ และต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ
3. โปรแกรม Ultraformer MPT

โปรแกรม Ultraformer MPT คือ เทคโนโลยีใหม่ในการยกกระชับหน้าโดยใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงแบบ MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ส่งพลังงานลงไปใต้ชั้นผิวได้อย่างเฉพาะเจาะจง หลายระดับความลึก ตั้งแต่ 1.5 mm, 3.0 mm, 4.5 mm สำหรับใบหน้า เพื่อให้เกิดความร้อนที่เหมาะสม ทำให้ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า) เกิดการหดตัว และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ จึงช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย และยังสามารถช่วยสลายไขมันบางส่วนได้ด้วย
- อดี: เป็นวิธีการยกกระชับหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ช่วยให้ผิวดูกระชับ กรอบหน้าชัดขึ้น ริ้วรอยดูจางลง และยังช่วยสลายไขมันส่วนเกินได้ในเครื่องเดียว หัวปล่อยพลังงานรุ่นใหม่ (MPT) ทำงานได้เร็วกว่ารุ่นเดิมถึง 2.5 เท่า เจ็บน้อยกว่า และให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งการยกกระชับและปรับผิวใส เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย.ไทย
- ข้อควรพิจารณา: ขณะทำอาจมีความรู้สึกอุ่นถึงร้อน หรือเจ็บจี๊ด ๆ บริเวณใต้ผิวได้บ้าง ซึ่งสามารถทายาชาก่อนทำเพื่อลดความรู้สึกดังกล่าว ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น และจำนวนครั้งในการทำขึ้นอยู่กับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล โดยปกติผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน จึงอาจต้องกลับมาทำซ้ำปีละ 1-2 ครั้งเพื่อคงสภาพ
4. โปรแกรม Ultherapy

โปรแกรม Ultherapy SPT (See-Plan-Treat) เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับหน้า โดยใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเฉพาะเจาะจง (Focused Ultrasound) และมีความแม่นยำสูง พร้อมเทคโนโลยี Real-Time Visualization (หน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถมองเห็นชั้นผิวหนังแท้จนถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ขณะทำการดูแล จึงสามารถส่งพลังงานลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ได้อย่างตรงจุดและแม่นยำในชั้นผิวที่ต้องการ เพื่อผลลัพธ์การยกกระชับที่มีประสิทธิภาพ
- ข้อดี: ช่วยยกกระชับผิวได้ลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า ถือเป็น Gold Standard ของการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด มีหน้าจอแสดงผลทำให้การดูแลมีความแม่นยำสูง ผลลัพธ์โดยทั่วไปอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี และช่วยให้กรอบหน้าดูชัดเจนขึ้น ผิวโดยรวมดูอ่อนเยาว์ เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจาก อย.ไทย และ US FDA
- ข้อควรพิจารณา: มีความรู้สึกเจ็บหรือปวดหน่วงลึกๆ ขณะทำมากกว่าเครื่องมืออื่น เนื่องจากพลังงานลงลึกและเข้มข้น หลังทำอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยซึ่งจะค่อยๆ หายไปเอง และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเทคโนโลยียกกระชับบางประเภท แต่แลกมาด้วยระยะเวลาผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า
5. โปรแกรม New Thermage FLX

โปรแกรม New Thermage FLX เป็นเทคโนโลยีในการยกกระชับหน้าและฟื้นฟูสภาพผิวโดยใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Monopolar Capacitive Radiofrequency) ส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) อย่างสม่ำเสมอ และเทคโนโลยี AccuREP™ ที่ช่วยปรับค่าพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวในแต่ละจุดโดยอัตโนมัติ จึงช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ รวมถึงทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมเกิดการหดตัว ผิวจึงแน่นกระชับขึ้น
- ข้อดี: ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ (Tightening) ลดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวได้ทั้งบริเวณใบหน้า รอบดวงตา และลำตัว เด่นเรื่องการสลายไขมันสะสมบริเวณแก้มและเหนียง ทำให้ใบหน้าเล็กลง สามารถปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวมให้ดูเรียบเนียนและอ่อนเยาว์ขึ้น รูขุมขนกระชับ มีระบบสั่นและการปล่อยความเย็นเป็นระยะช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวขณะทำ
- ข้อควรพิจารณา: ขณะทำจะมีความรู้สึกร้อนที่ผิว ซึ่งเป็นปกติของกระบวนการส่งพลังงาน หลังทำผิวอาจมีรอยแดงเล็กน้อยซึ่งจะค่อยๆ หายไปเอง ไม่เหมาะกับผู้ที่มีใบหน้าตอบหรือชั้นไขมันน้อยมากๆ เพราะอาจทำให้หน้าดูตอบลงไปอีกได้ ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในระยะเวลาหลายเดือน
6. โปรแกรม Emface

โปรแกรม Emface เป็นนวัตกรรมล่าสุดสำหรับการยกกระชับหน้าและลดเลือนริ้วรอยโดยไม่ต้องใช้เข็มและไม่เจ็บ ด้วยการผสมผสานสองเทคโนโลยีคือ Synchronized RF+ (คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบเฉพาะ) และ HIFES™ (High-Intensity Facial Electrical Stimulation) พลังงาน RF+ จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนและริ้วรอยลดลง ส่วนพลังงาน HIFES™ จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยกพยุงใบหน้าโดยตรง ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและตึงกระชับขึ้น ส่งผลให้กรอบหน้าดูชัดเจนและใบหน้าโดยรวมดูยกขึ้น
- ข้อดี: เป็นโปรแกรมยกกระชับหน้าแบบไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ทำให้รู้สึกเจ็บขณะทำ เหมือนการพาใบหน้าไปออกกำลังกาย (Facial Gym) ใช้เวลาในการทำต่อครั้งไม่นาน (ประมาณ 20 นาที) สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอยและยกกระชับผิวพร้อมกับเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าไปพร้อมกัน ไม่มี Downtime หลังทำสามารถแต่งหน้าได้ทันที
- ข้อควรพิจารณา: ผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏและชัดเจนขึ้นหลังการทำอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ (โดยทั่วไปแนะนำ 4 ครั้ง) อาจยังไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยรุนแรงมาก ซึ่งอาจต้องพิจารณาวิธีการอื่นร่วมด้วย และเป็นเทคโนโลยีใหม่ ราคาต่อคอร์สอาจค่อนข้างสูง
7. การฉีดสารเติมเต็มเพื่อปรับมิติใบหน้า

การฉีดสารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid ในบางตำแหน่งของใบหน้า เช่น ขมับ แก้มตอบ หรือร่องแก้ม สามารถช่วยเสริมปริมาตรที่หายไปและส่งผลให้ผิวโดยรวมดูยกกระชับขึ้นได้ เป็นการ ปรับมิติให้กับใบหน้า
- ข้อดี: เห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ทันทีหลังทำ สามารถปรับแก้รายละเอียดของใบหน้าได้ ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ดูยกขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความร้อน
- ข้อควรพิจารณา: หากฉีดด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้ปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ใบหน้าดูบวม ไม่เป็นธรรมชาติ หรือเกิดเป็นก้อน (Lumps) ได้ ไม่ได้เป็นการยกกระชับกล้ามเนื้อโดยตรง แต่เป็นการเติมเต็ม ผลลัพธ์อยู่ได้ชั่วคราว และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
8. การฉีดสารกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Biostimulators)

เป็นการฉีดสารที่เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่เองตามธรรมชาติ เช่น Sculptra หรือ Gouri ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและแน่นกระชับขึ้นจากภายใน
- ข้อดี: ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ผิวจะค่อยๆ หนาตัวและยืดหยุ่นขึ้น และอยู่ได้ค่อนข้างนาน (สูงสุดถึง 2 ปี) ผิวจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับคนที่ผิวบางและต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวระยะยาว
- ข้อควรพิจารณา: ไม่เห็นผลทันที ต้องรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน (ประมาณ 4-6 สัปดาห์) ต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์เต็มที่ อาจต้องฉีดหลายครั้ง และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อป้องกันการเกิดตุ่มนูนใต้ผิวหนัง
9. การดูแลด้วยเลเซอร์บางชนิดที่ช่วยฟื้นฟูผิว

โปรแกรมเลเซอร์หน้าใสบางชนิด เช่น Fractional Laser หรือ Picosecond Laser นอกจากช่วยเรื่องเม็ดสีและความเรียบเนียนแล้ว ยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งส่งผลให้ผิวมีความกระชับและยืดหยุ่นดีขึ้นในระดับหนึ่ง
- ข้อดี: ช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลากหลายพร้อมกัน ทั้งเรื่องสีผิว รูขุมขน รอยสิว และความกระชับ ผิวหน้าดูเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้น
- ข้อควรพิจารณา: ผลลัพธ์ด้านการยกกระชับ (Lifting effect) อาจไม่ชัดเจนเท่ากลุ่มเครื่องมือที่เน้นการยกกระชับโดยตรง (เช่น Ulthera หรือ Thermage) อาจต้องทำหลายครั้ง และบางชนิดอาจมีสะเก็ดแผล ต้องหลบแดดจัดหลังทำ
10. การผ่าตัดดึงหน้า (Surgical Facelift)

เป็นวิธีการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาผิวหนังที่หย่อนคล้อยอย่างมาก โดยศัลยแพทย์จะทำการตัดผิวหนังส่วนเกินและดึงรั้งเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังให้ตึงกระชับ
- ข้อดี: ให้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ชัดเจนและยาวนานที่สุด (5-10 ปี) เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยรุนแรง ที่มีผิวหนังส่วนเกินเยอะมากจนเครื่องมือเอาไม่อยู่
- ข้อควรพิจารณา: เป็นการผ่าตัดใหญ่ มีระยะเวลาพักฟื้นนาน มีแผลเป็น (แม้จะซ่อนตามไรผม) มีความเสี่ยงจากการดมยาสลบและภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายสูง ควรทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น
ยกกระชับหน้าแบบไหนที่ดีที่สุด?
คำตอบคือ “ไม่มีวิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว” เพราะปัญหาผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่หากต้องแนะนำวิธีที่ให้ผลลัพธ์เรื่องการ “ยกกระชับ (Lifting)” ได้ดีที่สุดในกลุ่มที่ไม่ต้องผ่าตัด (Overall Non-Surgical Lifting)
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักยกให้กับ “Ultherapy (อัลเทอร่า)” เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำที่สุดผ่านหน้าจอแสดงผล เรียกว่าเป็นการ “เย็บผิวด้วยคลื่นเสียง” ทำให้กรอบหน้าชัดและยกขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลลัพธ์อยู่ได้นาน
อย่างไรก็ตาม หากปัญหาของคุณไม่ใช่แค่ความหย่อนคล้อย แต่มีไขมันสะสมเยอะ “Thermage” อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือหากต้องการดูแลทั้งผิวและกล้ามเนื้อ “Emface” ก็จะเป็นคำตอบที่ตรงจุดที่สุด ดังนั้น คำว่า “ดีที่สุด” จึงขึ้นอยู่กับว่า “เหมาะกับปัญหาของคุณที่สุด” หรือไม่ครับ
เลือกวิธียกกระชับหน้าอย่างไรดี
การเลือกโปรแกรมยกกระชับหน้าที่ “ใช่” ที่สุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการวิเคราะห์ปัญหาของรูปหน้าแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน การเลือกเครื่องมือที่ตรงจุดจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด โดยสามารถแบ่งแนวทางการเลือกได้ดังนี้
ปัญหาแก้มห้อย ผิวไม่กระชับ และมีไขมันสะสมบริเวณใบหน้าเยอะ
ลักษณะนี้มักจะต้องการความแน่นกระชับควบคู่ไปกับการลดเลือนไขมัน หัตถการที่เหมาะสมที่สุดคือ Thermage FLX หรือ Ultraformer MPT เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้มีความโดดเด่นเรื่องการทำ Tightening ช่วยให้ผิวที่หลวมกลับมาแน่นขึ้น และพลังงานความร้อนยังช่วยสลายไขมันส่วนเกินบางส่วน ทำให้ใบหน้าดูเล็กลงและเข้ารูปมากยิ่งขึ้น
ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แต่ใบหน้าไม่ได้มีไขมันเยอะ
การใช้เครื่องมือที่เน้นการดึงชั้นกล้ามเนื้ออย่าง Ultherapy จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะเทคโนโลยีนี้สามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อทำการ Lifting หรือยกผิวขึ้นเสมือนการเย็บผิวจากภายใน ช่วยคืนกรอบหน้าให้คมชัดโดยไม่ทำให้ใบหน้าดูตอบลง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนหน้าตอบกังวล
ปัญหาใบหน้าตอบ ขมับยุบ หรือแก้มตอบจนทำให้ดูมีอายุ
เครื่องมือยกกระชับทั่วไปอาจไม่ใช่ทางออกหลัก แต่ควรเน้นการ “เติมเต็ม” ด้วย Filler หรือสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulators เช่น Sculptra หรือ Gouri) เพื่อคืนปริมาตรให้ผิวดูอิ่มเอิบ สดใส และช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ดูยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าหย่อนคล้อย และความกังวลเรื่องความเจ็บหรือไม่มีเวลาพักฟื้น
หากต้องการความสบายขั้นสุดเหมือนการทำทรีตเมนต์แต่ได้ผลลัพธ์การยกกระชับ Emface ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์เพราะไม่เจ็บเลย หรือหากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของโครงหน้าแบบ ทันที (Instant Result) การเลือกใช้ Filler หรือ ร้อยไหม (Thread Lift) จะช่วยปรับแก้รูปหน้าได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอระยะเวลาการสร้างคอลลาเจนเหมือนเครื่องมือกลุ่ม Energy-based Device
FAคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับการยกกระชับหน้า
ทำยกกระชับหน้า เจ็บไหม?
ระดับความเจ็บแตกต่างกันไปครับ โปรแกรม Emface แทบไม่เจ็บเลย ส่วน Ultraformer MPT จะรู้สึกอุ่นๆ จี๊ดๆ พอทนได้ สำหรับ Ultherapy และ Thermage อาจมีความรู้สึกปวดหน่วงๆ หรือร้อนลึกๆ มากกว่า แต่สามารถแปะยาชาและทานยาแก้ปวดช่วยบรรเทาได้ครับ
ยกกระชับหน้าหนึ่งครั้ง อยู่ได้นานเท่าไหร่?
ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีครับ
- Ultherapy / Thermage / Biostimulators: อยู่ได้นาน 1 – 2 ปี
- Ultraformer MPT: อยู่ได้นาน 6 – 8 เดือน
- Filler: อยู่ได้นาน 12 – 18 เดือน (แล้วแต่รุ่นของยา)
- โบท็อกซ์: อยู่ได้นาน 4 – 6 เดือน
ร้อยไหม กับ HIFU/Ulthera ต่างกันยังไง?
ต่างกันที่กลไกครับ “ร้อยไหม” คือการใช้ไหมเงี่ยงเกี่ยวเนื้อเยื่อแล้วดึงขึ้น (Mechanical Lifting) เห็นผลทันทีว่าหน้ายก แต่มีแผลและต้องพักฟื้น ส่วน “HIFU/Ulthera” ใช้คลื่นเสียงกระตุ้นให้ผิวหดตัวและสร้างคอลลาเจน (Energy-based Lifting) หน้าจะค่อยๆ ยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น
Thermage กับ Ulthera ต่างกันยังไง อันไหนดีกว่า?
- ถ้าคุณมีแก้มเยอะ จับแก้มแล้วผิวนิ่มๆ ย้วยๆ ต้องการให้หน้าแน่น ผิวเนียน -> เลือก Thermage
- ถ้าคุณมีเนื้อน้อย แต่กรอบหน้าไม่ชัด หางคิ้วตก แก้มคล้อยลงมา -> เลือก Ulthera (หลายคนเลือกทำทั้งคู่ หรือ “Ulthermage” เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด)
สรุปบทความ
การยกกระชับหน้าและแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การดูแลตัวเองเบื้องต้นไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง การเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของปัญหา สภาพผิวของแต่ละบุคคล งบประมาณ และความคาดหวัง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวางแผนการดูแลที่ตรงจุดและปลอดภัย การดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมีกรอบหน้าที่ชัดเจนและผิวพรรณที่ดูอ่อนเยาว์ยาวนาน ลดโอกาสการเกิดปัญหาผิว หน้าโทรม ในอนาคต
THE RITZ CLINIC เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ปัญหาผิวหย่อนคล้อยของคุณอย่างละเอียด เรามีเทคโนโลยีและโปรแกรมยกกระชับหน้าที่ทันสมัยและหลากหลาย ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย.ไทย เช่น โปรแกรม Ultherapy, Thermage, Picosecond Laser และโปรแกรมการฉีดสารบำรุงต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสภาพผิวที่แตกต่างกันของผู้เข้ารับบริการแต่ละท่าน เรามุ่งมั่นที่จะมอบผลลัพธ์การดูแลที่เป็นธรรมชาติและน่าพึงพอใจ เพื่อให้คุณกลับมามั่นใจในผิวที่ดูกระชับอีกครั้ง
สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- ติดต่อโดยตรงที่เดอะริทซ์คลินิก THE RITZ CLINIC ทุกสาขาใกล้บ้านท่าน
- Facebook Inbox THE RITZ : https://www.facebook.com/theritzclinic
- Line Official Account : @theritzclinic
- Instagram : theritzclinic.official
- โทรเข้า Call Center ของ THE RITZ CLINIC : 088-892-2666
เจ้าหน้าที่ทางคลินิกเราพร้อมให้คำแนะนำ และคำปรึกษาอย่างจริงใจ ด้วยทีมคุณหมอที่พร้อมให้การดูแลทุกเคสอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

