ความสมดุลบนใบหน้าคือความงดงามในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเสริมบุคลิกภาพและสร้างความมั่นใจให้กับการใช้ชีวิต และหนึ่งในวิธีที่สามารถช่วยปรับแก้ไขรูปหน้าให้ดูสมดุลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ทำได้สะดวก เห็นผลลัพธ์ได้ไว และได้รับความนิยมมากในปัจจุบันก็คือ “การฉีดฟิลเลอร์ (Filler)”หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สนใจ หรือกำลังตัดสินใจที่จะฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้า เดอะริทซ์คลินิก (THE RITZ CLINIC) ได้รวมครบทุกเรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์มาให้แล้ว จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย
ฟิลเลอร์คืออะไร
ฟิลเลอร์ คือ สารเติมเต็มผิวที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังและสามารถคงตัวอยู่ในชั้นใต้ผิวหนังได้ชั่วคราว หรือถาวร โดยสารเติมเต็มผิวที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) และ อย. ของประเทศไทย สามารถนำมาใช้ฉีดปรับรูปหน้าได้โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายก็คือ สารที่อยู่ในกลุ่มไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “HA”
HA เป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้น สามารถเติมเต็มชั้นผิวและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้บริเวณที่ฉีดเข้าไป ผิวจะเต่งตึงและดูมีสุขภาพดี อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูง สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่มีการตกค้างในร่างกาย ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงทำให้แพทย์นิยมนำ HA มาใช้ฉีดเติมเต็มชั้นผิวบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า เพื่อทดแทนปริมาณคอลลาเจนในชั้นผิวที่หายไป
ฟิลเลอร์มีกี่ชนิด
สามารถแบ่งชนิดของฟิลเลอร์ออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1. Permanent Filler : ฟิลเลอร์ที่อยู่แบบถาวร
ยกตัวอย่างเช่น ซิลิโคนเหลว (Liquid Silicone) หรือ พาราฟิน (Paraffin) เป็นสารที่ฉีดเข้าไปแล้วจะไม่สลายได้เอง และอาจมีผลข้างเคียงได้ในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบันองค์การอาหารและยาไม่อนุญาตให้ใช้เป็นสารเติมเต็ม เพราะการที่ฟิลเลอร์ไม่สามารถสลายได้เองจะเสี่ยงทำให้เกิดก้อนแข็ง มีโอกาสเกิดการอักเสบ เป็นหนอง และยากต่อการแก้ไข ถ้าหากต้องการเอาออกก็จำเป็นต้องผ่าออก หรือขูดออกเท่านั้น
2. Non-Permanent Filler : ฟิลเลอร์ชั่วคราว
ฟิลเลอร์กลุ่มนี้เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะสามารถสลายได้เอง หลังสลายไปก็สามารถฉีดเติมใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยสารที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็มีอยู่หลายชนิด เช่น Hyaluronic Acid, Autologous Fat หรือ Calcium Hydroxyapatite เป็นต้น ฟิลเลอร์ในกลุ่มนี้ทาง อย. ไทย ให้การรับรองแล้วว่าปลอดภัย ได้รับความนิยม และมีใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสารเติมเต็มชนิด Hyaluronic Acid หรือ HA เนื่องจากเป็นสารประเภทที่พบได้ในธรรมชาติของร่างกาย จึงเข้ากันได้กับร่างกายของเราโดยไม่เป็นอันตราย
วิธีเช็กฟิลเลอร์ของแท้ ดูยังไง
ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญที่สุดของการฉีดฟิลเลอร์ เพราะหากพลาดไปเจอฟิลเลอร์ปลอม (ฟิลเลอร์หิ้ว หรือซิลิโคนเหลว) ผลเสียที่ตามมาอาจรุนแรงถึงขั้นเนื้อตาย ติดเชื้อ หรือใบหน้าผิดรูปได้ เพื่อความมั่นใจก่อนทำหัตถการ THE RITZ CLINIC แนะนำจุดสังเกต “ฟิลเลอร์แท้” ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ครับ
- มีฉลากภาษาไทย: ต้องมีรายละเอียดระบุราคา วันหมดอายุ และเลขทะเบียน อย. กำกับข้างกล่องอย่างชัดเจน (ไม่ใช่มีแค่ภาษาอังกฤษหรือเกาหลีล้วน)
- เลข Lot ต้องตรงกัน: จุดนี้สำคัญมาก! เลข Lot. ที่ระบุไว้บน “กล่อง”, “ซอง/สติกเกอร์”, และ “หลอดฟิลเลอร์” ทั้ง 3 จุดต้องเป็นเลขชุดเดียวกัน
- กล่องต้องปิดผนึก (Sealed): กล่องต้องอยู่ในสภาพใหม่ ไม่มีรอยแกะ รอยฉีกขาด หรือรอยงัดแงะมาก่อน และแพทย์ควรแกะกล่องใหม่ให้ดูต่อหน้าทุกครั้ง
วิธีเช็กฟิลเลอร์แท้ 4 ยี่ห้อยอดนิยม
เพื่อให้มั่นใจ 100% แต่ละแบรนด์จะมีจุดตรวจสอบเฉพาะที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. Restylane (สวีเดน)
- โหลดแอปพลิเคชัน EzTracker (ดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS/Android)
- สแกน QR Code ที่ข้างกล่อง
- หากเป็นของแท้ แอปฯ จะแสดงข้อความยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าถูกต้องโดยบริษัท Galderma (Thailand)
- มีสติกเกอร์โฮโลแกรมคำว่า “VOID” ติดปิดหัวท้ายกล่อง
2. Juvederm (อเมริกา)
- สังเกตที่ข้างกล่องต้องมีฉลากภาษาไทย และเอกสารกำกับยาภาษาไทยภายในกล่อง
- เลข Lot. ต้องตรงกันทั้ง 4 จุด (กล่องนอก, ซองใน, สติกเกอร์, และหลอด)
- สามารถโทรตรวจสอบเลข Lot ได้โดยตรงกับบริษัท Allergan Thailand (โทร 02-640-4999 ต่อ 1)
3. Neuramis (เกาหลี)
- ต้องมีสติกเกอร์โฮโลแกรมคำว่า “Medyceles” ติดอยู่
- มี QR Code ที่สามารถสแกนด้วยไลน์ (Line) เพื่อเช็กข้อมูลสินค้า ซึ่งระบบจะโชว์ประวัติการเบิกสินค้าของคลินิกนั้นๆ ว่าสั่งตรงจากบริษัทจริงหรือไม่
4. Belotero (สวิตเซอร์แลนด์)
- มีสติกเกอร์โฮโลแกรมป้องกันการปลอมแปลงติดอยู่บนกล่อง
- สามารถตรวจสอบเลข Lot ได้กับบริษัท Merz Aesthetics Thailand (โทร 092-254-2662)
ฉีดฟิลเลอร์บริเวณไหนได้บ้าง
การฉีดฟิลเลอร์จะฉีดตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้า บริเวณที่มีปัญหาร่องลึกและริ้วรอย โดยบริเวณที่สามารถฉีดได้และได้รับความนิยมมีอยู่ด้วยกัน 7 จุดดังนี้
1. ใต้ตา
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา นับเป็นจุดแรกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ เพราะจะช่วยแก้ปัญหาขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ แก้ปัญหาสำหรับคนที่มีถุงใต้ตา ช่วยเติมเต็มเบ้าตาลึกและลดริ้วรอยอย่างเห็นผล ทำให้ภาพรวมของใบหน้าดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
2. ร่องแก้ม
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นอีกหนึ่งจุดที่ได้รับความนิยมในการฉีดและแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำ การเติมเต็มที่ร่องแก้มจะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องแก้มลึก ฉีดแล้วช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ และหลังฉีดสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันที
3. คาง
การฉีดฟิลเลอร์คาง เหมาะสำหรับคนที่มีฐานคางเดิมอยู่แล้ว ต้องการเสริมให้คางดูยาวเรียวได้รูปมากขึ้น หรือคนที่มีปัญหาคางสั้น คางตัด ซึ่งการเติมเต็มในจุดนี้จะเท่ากับเป็นการปรับรูปหน้า ทำให้หน้าดูเรียวและมีมิติมากขึ้น
4. ปาก
การฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นอีกหนึ่งจุดที่หลายคนสนใจ เพราะสามารถแก้ปัญหาปากไม่เท่ากัน ปากบาง ปากแห้งเป็นร่องได้ เมื่อฉีดเข้าไปก็จะทำให้ปากชุ่มชื้น ดูอวบอิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วการฉีดในจุดนี้ยังเหมาะกับคนที่ต้องการปรับรูปปากให้เป็นทรงต่าง ๆ ด้วย
5. หน้าผาก
บริเวณหน้าผากก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องการเติมเต็มด้วยฟิลเลอร์ การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากจะช่วยเสริมหน้าผากให้โหนกนูน ช่วยแก้ไขปัญหาสำหรับคนที่มีหน้าผากบุ๋มยุบ หน้าผากแบน หรือมีริ้วรอยร่องลึกบริเวณหน้าผาก เป็นหนึ่งวิธีในการปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนโดยไม่ต้องพักฟื้น
6. ขมับ
การฉีดฟิลเลอร์ขมับ โดยรวมแล้วจะเป็นการฉีดเติมเต็มเพื่อปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนมากขึ้น จะช่วยลดความเด่นของโหนกแก้ม จึงเหมาะกับคนที่มีปัญหาโหนกแก้มใหญ่และดูเด่นเกินไป นอกจากนั้นแล้วการฉีดในจุดนี้ยังช่วยแก้ปัญหาคนที่มีขมับบุ๋ม ขมับยุบ และคนที่มีปัญหาเปลือกตาตกได้อีกด้วย
7. แก้มส้ม
การฉีดฟิลเลอร์แก้มส้ม จะเป็นการเติมเต็มฟิลเลอร์ที่บริเวณกลางหน้า หรือพวงแก้ม ที่มีการยุบตัวของกระดูก กล้ามเนื้อ หรือไขมัน จนทำให้ผิวหย่อนคล้อย หรือเป็นริ้วรอย ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยขึ้น และทำให้ใบหน้าดูมีมิติ และสดใสมากขึ้น
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์
- สามารถช่วยลดการเกิดริ้วรอย ช่วยชะลอวัย ทำให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ เพราะฟิลเลอร์จะช่วยทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดมีความชุ่มชื้น ยืดหยุ่น และแม้ว่าสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปจะสลายไปหมดแล้วตามกาลเวลา ผิวก็จะยังคงสภาพที่ดูดี เพราะคอลลาเจนและอิลาสตินของร่างกายจะยังคงอยู่ ไม่สลายหายไปนั่นเอง
- ให้ผลลัพธ์ที่ดูดีมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าการเติมเต็มผิวด้วยวิธีอื่น ๆ
- เป็นหัตถการที่ปลอดภัย ได้รับการรับรองจาก อย. ไม่มีสารตกค้าง สามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีความเสี่ยงในการวางยาสลบ ไม่มีรอยแผลเป็น ไม่ต้องพักฟื้น
- หลังฉีดเห็นผลทันที และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันอย่างไร
สำหรับฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดเพื่อเติมเต็มผิวในปัจจุบันจะมียี่ห้อให้เลือกมากมาย และในแต่ละยี่ห้อก็ยังจะมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นรุ่นย่อยให้เลือกลงไปอีก ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้หลายคนสงสัยว่า แต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วควรจะเริ่มต้นเลือกจากยี่ห้อไหนดี
ในส่วนนี้ THE RITZ CLINIC จะขอแนะนำฟิลเลอร์ 3 ยี่ห้อหลักที่ อย.ไทย รับรอง และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยแต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างที่น่าสนใจดังนี้
1. Restylane
เป็นผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์แบรนด์แรกของโลกที่พัฒนาขึ้นจากประเทศสวีเดน มีการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด ยี่ห้อนี้มีการนำเข้าโดยบริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และในปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนารุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
Restylane นั้น จะมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิตรุ่นใหม่ออกมา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ตอบโจทย์กับการนำมาใช้แก้ปัญหาผิวที่หลากหลาย เช่น
- Restylane Classic ตัวเนื้อสารจะมีโมเลกุลใหญ่ ให้สัมผัสที่แข็งปานกลาง เหมาะสำหรับการใช้เติมปัญหาร่องลึกต่าง ๆ
- Restylane Vital Light เนื้อสารจะนิ่มและมีโมเลกุลขนาดเล็ก เหมาะสำหรับแก้ปัญหาริ้วรอยและการเติมผิวชั้นตื้น
2. Juvederm
เป็นฟิลเลอร์จากอเมริกา ได้รับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยแล้วทั้งจาก อย. อเมริกา และ อย. ไทย นำเข้าโดยบริษัท แอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด ยี่ห้อนี้จะมีการผสมยาชามาเรียบร้อย ช่วยให้ไม่รู้สึกเจ็บเวลาฉีด สามารถนำไปใช้ได้กับทุกจุดบนใบหน้า และเป็นหนึ่งยี่ห้อที่ได้รับความนิยมสูง
ในปัจจุบัน Juvederm มีรุ่นย่อยออกมาหลายรุ่น และมีคุณสมบัติที่น่าสนใจแตกต่างกันไป เช่น
- Juvederm Volift จะมีเนื้อสัมผัสที่มีความละเอียด เรียบเนียน และมีความนิ่มในระดับปานกลาง เหมาะสำหรับการเติมร่องแก้ม เติมปาก
- Juvederm Volbella เนื้อนิ่มและมีความเรียบเนียนเช่นกัน แต่จะเหมาะกับการฉีดลดริ้วรอยใต้ตา และริ้วรอยชั้นตื้นในบริเวณอื่น ๆ
3. Belotero
เป็นฟิลเลอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ นำเข้าโดย บริษัท เมิร์ซ เฮลธ์ แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยจะมีความน่าสนใจตรงที่ใช้ Cohesive Polydensified Matrix (CPM) ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษในการผลิตทำให้ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น
Belotero จะมีรุ่นย่อยที่มีความน่าสนใจ เช่น
- Belotero Volume เนื้อจะมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการเติมขมับ คาง แก้มตอบ, Belotero Balance เหมาะสำหรับการเติมร่องแก้ม หว่างคิ้ว
- Belotero Soft เหมาะสำหรับการเติมเพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยชั้นตื้น อย่างริ้วรอยที่ใต้ตา และหางตา
ปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับการฉีดในแต่ละจุด
- ใต้ตา ปริมาณที่เหมาะสม คือ 2-4 CC
- ร่องแก้ม ปริมาณที่เหมาะสม คือ 1-3 CC
- คาง ปริมาณที่เหมาะสม คือ 1-4 CC
- ปาก ปริมาณที่เหมาะสม คือ 1-2 CC
- หน้าผาก ปริมาณที่เหมาะสม คือ 2-4 CC
- ขมับ ปริมาณที่เหมาะสม คือ 1-3 CC
เหตุผลที่คุณควรฉีดฟิลเลอร์ที่ THE RITZ CLINIC
หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า แล้วไม่รู้ว่าจะไปฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ให้ THE RITZ CLINIC เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับ ทีมแพทย์ของเราพร้อมให้การดูแลทุกคนด้วยความใส่ใจ ประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดก่อนทำ รับรองได้ว่าไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน
โดย 5 เหตุผลที่คุณควรเลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ THE RITZ CLINIC มีดังนี้
- ดำเนินการโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์และชำนาญการด้านการฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะ
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ ได้มาตรฐาน นำเข้ามาอย่างถูกต้อง ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพทั้งจากอเมริกา ยุโรป และไทย (U.S. FDA, TH-FDA, CE) จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัย
- มีผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ให้เลือกใช้หลายรุ่น หลายแบรนด์ ทำให้ตอบโจทย์สภาพผิวและรูปหน้าของคนไข้ได้อย่างครอบคลุม
- การันตีในผลลัพธ์ว่าคุณจะต้องพึงพอใจ
- มีการติดตามผลลัพธ์หลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการเกิดความมั่นใจและยังมีการเปรียบเทียบผลลัพธ์ทั้งก่อนและหลังทำ ให้ผู้เข้ารับบริการได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนอีกด้วย
ข้อควรปฏิบัติก่อนการฉีดฟิลเลอร์
- ก่อนทำ 3-7 วันควรงดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาละลายลิ่มเลือด และวิตามิน
- ก่อนทำ 1 วันควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ก่อนทำ 1 วัน ควรงดการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด รวมไปถึงควรเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ใบหน้าสัมผัสความร้อน อย่างการซาวน่า ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เป็นต้น
- หากมีโรคประจำตัว หรือมีอาการของผิวหนังอักเสบบริเวณที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการ
หลังฉีดฟิลเลอร์แล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร
- หลังฉีดอาจพบอาการเขียวช้ำหรือบวมแดงได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสในบริเวณจุดที่ฉีด หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วันอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเอง
- หลีกเลี่ยงให้บริเวณจุดที่ฉีดฟิลเลอร์สัมผัสกับความร้อนทุกชนิด อย่าง การตากแดด การออกกำลังกายกลางแจ้ง การซาวน่า เป็นต้น
- ให้เลี่ยงการขยับผิวในจุดที่ฉีดในช่วง 3 วันแรก เพราะอาจทำให้สารเติมเต็มเคลื่อนตัวจนอยู่ผิดตำแหน่งได้
- ควรดื่มน้ำมาก ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดคงสภาพได้ดีมากยิ่งขึ้น
ผลข้างเคียงที่พบได้จากการฉีดฟิลเลอร์
แม้ว่าการฉีดฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการที่ปลอดภัย แต่ถ้าหากฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญการก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ โดยผลข้างเคียงที่พบได้จากการทำหัตถการนี้มีดังนี้
- อาการเขียวช้ำ หรือบวมแดงบริเวณที่ฉีด เป็นผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป สามารถหายได้เองภายใน 2-3 วัน
- ภาวะฟกช้ำ เกิดจากเข็มผ่านเส้นเลือด
- เส้นเลือดอุดตันจากการที่ฉีดฟิลเลอร์พลาดเข้าสู่เส้นเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเนื้อตายได้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์
- เนื้อฟิลเลอร์ไหลย้อยมากองรวมกัน หรือฟิลเลอร์เป็นก้อนจากการฉีดด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์
การฉีดสลายฟิลเลอร์คืออะไร
การฉีดสลายฟิลเลอร์ (Dissolving Filler) คือ การฉีดสารเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) เข้าไปย่อยสลายสารเติมเต็มในกลุ่ม HA โดยจะทำให้โมเลกุลในการจับตัวเป็นน้ำของ HA ลดลง และทำให้โมเลกุลค่อย ๆ สลายตัวลงจนหมดไปในที่สุด
ฉีดฟิลเลอร์เจ็บไหม
ก่อนที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ แพทย์จะมีการแปะยาชาเฉพาะที่ หรือประคบเย็นก่อน ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บได้มาก อีกทั้งฟิลเลอร์ในปัจจุบันยังมีการผสมยาชาด้วย ใครที่กลัวเจ็บ ไม่ต้องกังวลเลย รับรองว่าสามารถทำได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน
ฉีดฟิลเลอร์อันตรายไหม
การฉีดฟิลเลอร์ หากฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ แล้วแพทย์ฉีดเข้าเส้นเลือด หรือฉีดผิดตำแหน่งก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ แต่ถ้าหากทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญการ มีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์มาอย่างยาวนาน และเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่เป็นของแท้ ผ่านการรับรองจาก อย.ไทย ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน
ฉีดฟิลเลอร์ราคาเท่าไหร่
THE RITZ CLINIC ให้บริการฉีดฟิลเลอร์ราคาเท่ากันทุกยี่ห้อ เริ่มต้นที่ 14,900 บาท ต่อ 1 CC โดยแพทย์จะเป็นคนเลือกยี่ห้อและรุ่นฟิลเลอร์ที่เหมาะกับการแก้ปัญหาให้ผู้เข้ารับบริการเอง โดยโปรโมชันฉีดฟิลเลอร์แต่ละตำแหน่งจะมีรายละเอียดดังนี้
- ฉีดฟิลเลอร์คาง ราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท*
- ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท*
- ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท*
- ฉีดฟิลเลอร์ขมับ ราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท*
- ฉีดฟิลเลอร์ปาก ราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท*
- ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ราคาเริ่มต้นที่ 25,000 บาท*
*ราคาโปรโมชันฉีดฟิลเลอร์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมก่อนสั่งซื้อแพ็กเกจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์ (Filler)
1. ฟิลเลอร์ช่วยเรื่องใดบ้าง
ช่วยเติมเต็ม หรือเสริมชั้นในผิวหนังและใต้ผิวหนัง จึงสามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึกบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้า ปรับโครงสร้างใบหน้าให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม และมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ จึงช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ กระชับ และเปล่งปลั่งได้ด้วย
2. ใครที่ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์
ผู้ที่มีอาการแพ้สารประกอบของฟิลเลอร์ หรือมีปัญหาผิวหน้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็น อาการติดเชื้ออักเสบ เป็นลมพิษ หรือเลือดออกมาก แนะนำให้รักษาหายดีก่อน แล้วค่อยเข้ารับบริการ
3. ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ ต่างกันยังไง
ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มในกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic acid) ใช้ฉีดเพื่อแก้ไขริ้วรอยลึกและปรับรูปหน้าให้ดูสวยงาม ในขณะที่โบท็อกซ์ เป็นสารพิษที่ได้จากแบคเทียครอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) ใช้ฉีดเพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้า หรือลดขนาดกรามที่เกิดจากการมีกล้ามเนื้อใหญ่
4. ฉีดฟิลเลอร์กี่วันถึงจะเห็นผล
เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังฉีด แต่จะต้องรอเข้าที่ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ ถึงจะเห็นผลลัพธ์เต็มที่
5. ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ รุ่นของฟิลเลอร์ และการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะอยู่ได้นานประมาณ 6 – 24 เดือน เลย
6. ฉีดฟิลเลอร์กี่ชั่วโมงถึงนอนได้
ควรงดนอนในราบในช่วง 4 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
7. จะรู้ได้ยังไง ว่าแพ้ฟิลเลอร์
หากมีอาการบวมแดงเกิน 2 สัปดาห์ มีผื่นคัน ผื่นแดง พบก้อนบริเวณที่ฉีด ผิวร้อนบริเวณที่ฉีด เป็นตุ่ม หรือก้อนหนอง แสดงว่ามีอาการแพ้ฟิลเลอร์ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
8. ฉีดฟิลเลอร์เจ็บมากไหม
เป็นความเจ็บในระดับที่ทนได้ แต่สำหรับใครที่กลัวเจ็บมาก ๆ ก็สามารถขอคุณหมอแปะยาชา หรือเลือกใช้ฟิลเลอร์รุ่นที่มีส่วนผสมของยาชาได้ ก็จะช่วยลดอาการเจ็บลงได้มาก
9. ฟิลเลอร์ทำให้หน้าใสไหม
การฉีดฟิลเลอร์สามารถช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล และทำให้คุณภาพผิวโดยรวมดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้นได้ แต่ไม่ได้ช่วยในเรื่องการปรับสีผิวให้กระจ่างใส
10. ฉีดฟิลเลอร์กี่วันนวดหน้าได้
ควรหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะเนื้อฟิลเลอร์ยังไม่เข้าที่ อาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตัว หรือกระจายตัวออกไปยังตำแหน่งอื่นได้
11. ฉีดฟิลเลอร์บวมกี่วัน
หลังฉีดฟิลเลอร์บวมกี่วัน? โดยปกติจะมีอาการบวม 2-3 วันแรก และจะค่อยๆ ยุบลงจนหายสนิทภายใน 7-14 วันครับ
สรุปเรื่องการฉีดฟิลเลอร์
จะเห็นได้ว่า การฉีดฟิลเลอร์์เป็นหนึ่งในหัตถการที่สามารถช่วยปรับรูปหน้าให้สมดุลได้จริง อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดริ้วรอย ช่วยชะลอวัย และทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ได้ มีความปลอดภัย ได้รับการรับรองจาก อย. ไม่มีสารตกค้าง และสามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ สำหรับท่านใดที่สนใจทำหัตถการนี้ ก็สามารถเข้ามาปรึกษาที่ THE RITZ CLINIC ได้เลย เรามีทีมแพทย์พร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ประเมินสภาพผิวก่อนทำอย่างละเอียด เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการมากที่สุด จองคิวออนไลน์ได้แล้ววันนี้ที่ Line OA: @theritzclinic Facebook Inbox: THE RITZ Instagram : theritzclinic.official หรือโทรศัพท์ 088-892-2666 เจ้าหน้าที่ของเราพร้อมให้คำแนะนำอย่างดีที่สุด