
Radiesse (อ่านว่า เรเดียสซ์) เป็นนวัตกรรมสารฉีดกระตุ้นผิวตัวใหม่ล่าสุดที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ เพราะมีจุดเด่นตรงที่ช่วยเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกได้ทันที พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และให้ผลลัพธ์ยาวนานถึง 2 ปี
แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก อยากรู้ว่า Radiesse ช่วยบำรุงผิวหน้าในเรื่องอะไรบ้าง หรือไม่มั่นใจว่าตนเองเหมาะกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้หรือเปล่า THE RITZ CLINIC จะพาไปทำความรู้จักกับ Radiesse แบบเจาะลึกเอง ตามไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย
Radiesse คืออะไร?
Radiesse คือ นวัตกรรมฟื้นฟูผิวแบบองค์รวม (Regenerative Biostimulator) ตัวใหม่ล่าสุด จัดอยู่ในกลุ่มสารเติมเต็มเหมือนกับการฉีดฟิลเลอร์ (Filler) แต่จะแตกต่างกันที่ส่วนประกอบหลัก โดยฟิลเลอร์จะมีส่วนประกอบหลักเป็นไฮยาลูรอนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) ที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำ ช่วยเติมเต็มริ้วรอยร่องลึก และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
ส่วน Radiesse จะมีส่วนประกอบหลักเป็น CaHA (Calcium Hydroxyapatite) มีลักษณะเป็นทรงกลม ขนาด 24-25 ไมครอน มีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นฟูการทำงานของไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) เซลล์ที่เป็นตัวสร้างโปรตีนสองชนิดอย่างคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างชั้นผิวที่สำคัญ ช่วยให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และอิ่มฟู
การฉีด Radiesse จึงสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน กระตุ้นการสร้างเส้นใยตาข่ายผิว ทำให้โครงสร้างชั้นผิวแข็งแรง และส่งผลให้ผิวมีสุขภาพดี และดูอ่อนเยาว์ได้นั่นเอง
Radiesse มีหลักการทำงานอย่างไร?
หลังจากที่เราฉีด Radiesse ไปยังบริเวณผิวที่ขาดวอลลุ่มและเป็นร่องลึกแล้ว CaHA จะเข้าไปเติมเต็มให้ผิวดูแน่นและอิ่มฟูได้ในทันที ส่วนในระยะยาว Radiesse จะช่วยกระตุ้นการสร้าง 5 สารสำคัญที่ให้ผิวมีสุขภาพดี ได้แก่
- กระตุ้นการสร้าง Collagen Type I +150% และ Collagen Type III +130% ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ทำให้ผิวดูเนียนนุ่ม และเต่งตึงเหมือนเด็กอีกครั้ง
- กระตุ้นการสร้าง Proteoglycan ที่เป็นสารน้ำหล่อเลี้ยงผิว ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิค ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นและอิ่มฟู
- กระตุ้นการสร้าง Angiogenesis ที่เป็นหลอดเลือดเล็กใต้ชั้นผิว ทำให้ลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงผิวได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผิวมีสุขภาพดีและมีเลือดฝาด
ผลลัพธ์ที่ตามมา จะทำให้เกิดเส้นใยตาข่ายผิว หรือโครงสร้างชั้นผิวที่แข็งแรง ส่งผลให้ผิวหน้ากระชับ ผิวแน่น และอิ่มฟูนั่นเอง
Radiesse มีกี่รุ่น?
Radiesse จะแบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่ Radiesse Filler และ Radiesse Plus มีส่วนประกอบเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ Radiesse Filler ไม่มีส่วนผสมของยาชา ส่วน Radiesse Plus จะมีส่วนผสมของยาชา ซึ่งสามารถช่วยลดความเจ็บขณะฉีดได้
Radiesse เหมาะกับใคร?
ผู้ที่เหมาะกับการฉีด Radiesse มีดังนี้
- ผู้ที่ใบหน้าสูญเสียคอลลาเจน อีลาสติน ผิวไม่แข็งแรง
- ผู้ที่ใบหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด
- ผู้ที่ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น ผิวหมองคล้ำ
- ผู้ที่มีร่องลึกต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก รอยย่นรอบปาก
- ผู้ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ บนใบหน้า
Radiesse กับ Sculptra (Skin Sculpting Solution) ต่างกันยังไง?
Radiesse กับ Sculptra (Skin Sculpting Solution) เป็น Regenerative Biostimulator เหมือนกันทั้งคู่ แต่จะมีความแตกต่างกันที่ส่วนประกอบหลัก และหลักการทำงาน ดังนี้
- Radiesse : จะมีส่วนประกอบหลักเป็น CaHA ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย สามารถช่วยฟื้นฟูการทำงานของ Fibroblast โดยตรง ไม่ทำให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่การกระตุ้นการสร้างสารสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ Collagen Type 1, Type 3, Elastin, Proteoglycan และ Angiogenesis
- Sculptra (Skin Sculpting Solution): จะมีส่วนประกอบหลักเป็น Poly-L-Lactic Acid (PLLA) จะเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวด้วยการเข้าไปทำให้เกิดกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์ แล้วส่งสัญญาณไปที่เซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดไปกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินอีกที
แล้วควรเลือกฉีดตัวไหนดี? คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการฉีดเป็นหลัก โดย Radiesse จะสามารถเลือกฉีดได้ทั้งแบบฟิลเลอร์ เพื่อเติมเต็มผิวร่องลึก และแบบ Biostimulator เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ส่วน Sculptra (Skin Sculpting Solution) จะสามารถเลือกฉีดได้แค่แบบ Biostimulator เพียงอย่างเดียว
ฉีด Radiesse ได้กี่แบบ?
เทคนิคการฉีด Radiesse แบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ๆ ได้แก่
- Non-diluted เป็นการฉีดแบบไม่ผสมน้ำเกลือ โดยใช้ Radiesse มาฉีดเพื่อเติมเต็มจุดต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น กรอบหน้า สันหน้า คาง เป็นต้น โดยให้ผลลัพธ์คล้ายฟิลเลอร์ ไม่ได้เป็นการฉีดเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- Diluted และ Hyper Diluted เป็นการฉีดแบบผสม Radiesse 1.5 cc กับน้ำเกลือและยาชา โดยฉีดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในวงกว้าง ไม่ได้หวังผลการเติมเต็ม โดยแพทย์จะพิจารณาตำแหน่งที่ฉีดและความหนาของผิวเพื่อเลือกอัตราส่วนการผสมที่เหมาะสม
การเตรียมตัวก่อนฉีด Radiesse
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวเพื่อให้แพทย์ได้ประเมินผิวเชิงลึกอย่างละเอียด
- งดการทานยา วิตามิน และอาหารเสริมที่ทำให้เลือดหยุดไหลช้า เช่น แปะก๊วย กระเทียม วิตามินอี เป็นต้น
- งดสครับผิว รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมช่วยผลัดเซลล์ผิวเพื่อป้องกันการอักเสบ
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว หรือมียาที่ต้องใช้เป็นประจำให้แพทย์ทราบก่อนรับบริการฉีดเรเดียน
การดูแลตัวเองหลังฉีด Radiesse
- เลี่ยงการจับ ลูบ แตะ บริเวณที่ฉีด
- หลีกเลี่ยงยากลุ่มแอสไพริน หรือ NSAID อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- สามารถประคบเย็นบริเวณที่ฉีด เพื่อลดอาการบวม แดง หรือปวดได้
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย กิจกรรมออกแดด
- งดแต่งหน้า 12 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์
- งดการทำหัตถการที่มีความร้อนสูงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เช่น การอบผิว การทำเลเซอร์ และการซาวน่า เป็นต้น
- หากพบความผิดปกติอื่น ๆ แนะนำพบแพทย์
ฉีด Radiesse กี่วันเห็นผล ผลลัพธ์อยู่ได้นานเท่าไหร่?
ในกรณีที่ฉีดแบบฟิลเลอร์ Radiesse จะเข้าไปเติมเต็มวอลลุ่มให้ผิวที่ร่องลึกได้ทันที หลังจากนั้นจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 1 เดือน ผิวจะมีความกระชับและอิ่มฟู และผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 2 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการดูแลผิว อายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
Radiesse ต้องฉีดกี่ครั้ง?
แนะนำให้ฉีดเรเดียน ติดต่อกัน 1-3 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ฉีด Radiesse ปลอดภัยภัยไหม?
การฉีด Radiesse มีความปลอดภัยสูง ได้รับมาตรฐานการรับรองถึง 3 อย. ได้แก่ U.S.FDA, EU FDA และ ThaiFDA นอกจากนี้ โปรแกรม Radiesse ถูกใช้งานจากแพทย์ทั่วโลกมานานกว่า 20 ปี
ผลข้างเคียงหลังฉีด Radiesse
หลังฉีด Radiesse อาจมีรอยแดง รอยช้ำ หรือคันบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติและสามารถหายเองได้ แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีอาการแดงร้อนบริเวณที่ฉีด ผิวบริเวณที่ฉีดซีดลง หรือเปลี่ยนสี แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ในทันที
Radiesse ราคาเท่าไหร่?
Radiesse ราคามาตรฐานอยู่ที่หลอดละ 36,000 บาท โดย 1 หลอดจะมีปริมาณอยู่ที่ 1.5 CC ทั้งนี้ราคาอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิก ขึ้นอยู่กับโปรโมชันในช่วงเวลานั้น ๆ หากอยากทราบราคาที่แน่นอน สามารถทักมาสอบถามเจ้าหน้าที่ของ THE RITZ CLINIC ได้ทุกช่องทางการติดต่อของเราเลย
ฉีด Radiesse ที่ไหนดี?
การเลือกฉีดฟิลเลอร์ Radiesse ที่ไหนดีนั้น แนะนำให้พิจารณา 3 ข้อ ดังนี้
- คลินิกเปิดให้บริการอย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ
- แพทย์มีประสบการณ์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ รู้เทคนิคการเตรียมและการผสมยาอย่างถูกต้อง
- ใช้ Radiesse ของแท้ ให้ตรวจเช็กทุกกล่องว่าเป็นของแท้ก่อนฉีด
สรุปจุดเด่นของ Radiesse
เพื่อให้คุณเข้าใจประโยชน์ของ Radiesse อย่างแท้จริง เราได้สรุป 5 จุดเด่นของ Radiesse มาให้แล้ว จะมีข้อดีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 2 Type ได้แก่ Type I และ III ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่พบได้ในเด็ก
- ได้วอลลุ่มผิวในทันที เห็นผลลัพธ์หลังทำทันที และชัดเจนมากขึ้นใน 1 เดือน
- มีความปลอดภัยสูง แพทย์ทั่วโลกใช้โปรแกรม Radiesse ในการรักษามานานกว่า 20 ปี และมีงานวิจัยรองรับกว่า 250 ฉบับ
- ได้รับมาตรฐานการรับรองถึง 3 อย. ได้แก่ U.S.FDA, EU FDA และ ThaiFDA
- ให้ผลลัพธ์ยาวนาน สามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปี
จะเห็นได้ว่า Radiesse เป็นหนึ่งในสารฉีดกระตุ้นผิวที่ไม่ควรพลาดเลย เพราะสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้ลึกถึงโครงสร้าง มีความปลอดภัยสูง แถมยังให้ผลลัพธ์ยาวนานถึง 2 ปี ใครที่มีปัญหาผิวไม่แข็งแรง ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ผิวแห้งกร้าน หมองคล้ำ หรือมีปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า ให้ Radiesse เป็นหนึ่งในตัวช่วยแก้ปัญหาผิวสำหรับคุณ
หากสนใจ สามารถจองคิวมารับบริการที่ THE RITZ CLINIC ได้เลย ทุกเคสได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดก่อนทำ เพื่อการรักษาปัญหาผิวอย่างตรงจุดและเห็นผล รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน!
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- ติดต่อโดยตรงที่เดอะริทซ์คลินิก THE RITZ CLINIC ทุกสาขาใกล้บ้านท่าน
- Facebook Inbox THE RITZ : https://www.facebook.com/theritzclinic
- Line Official Account : @theritzclinic
- Instagram : theritzclinic.official
- โทรเข้า Call Center ของ THE RITZ CLINIC : 088-892-2666
เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ทีมคุณหมอพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด




