Call Center : 088-892-2666
Line OA : @Theritzclinic
Open hours : 10:00 – 20:00

Biostimulator คือ

Biostimulator คืออะไร เหมาะกับใคร ช่วยฟื้นฟูผิวอ่อนเยาว์ได้ยังไง

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

ในโลกแห่งนวัตกรรมความงาม เทรนด์การดูแลผิวได้เปลี่ยนจากการ “เติมเต็ม” เพียงชั่วคราว ไปสู่การ “ฟื้นฟู” โครงสร้างผิวจากภายในเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเป็นธรรมชาติ ซึ่ง Biostimulator คือหัวใจสำคัญของเทรนด์นี้ บทความนี้ THE RITZ CLINIC จะพาไปเจาะลึกว่า Biostimulator คืออะไร ทำงานอย่างไร แตกต่างจากหัตถการอื่นอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง เพื่อให้คุณเข้าใจนวัตกรรมย้อนวัยผิวนี้อย่างถ่องแท้

ทำความรู้จัก Biostimulator คืออะไร?

Biostimulator คือกลุ่มสารสังเคราะห์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “กระตุ้น” ให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ตามกระบวนการทางธรรมชาติ เมื่อฉีดเข้าไปใต้ชั้นผิว สารเหล่านี้จะไม่ได้เข้าไปเติมเต็มปริมาตรโดยตรงเหมือนฟิลเลอร์ แต่จะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นโรงงานผลิตคอลลาเจนของผิวกลับมาทำงานอย่างแข็งขันอีกครั้ง ผลลัพธ์คือการฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง แน่นกระชับ และหน้าเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติจากภายใน 

หลักการทำงานของ Biostimulator

เมื่อฉีด Biostimulator เข้าไปใต้ชั้นผิว อนุภาคของสารจะกระจายตัวอยู่ตามตำแหน่งที่แพทย์วางไว้ จากนั้นร่างกายจะมองว่าสารเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอมเล็ก ๆ และส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้ามาล้อมรอบเพื่อสร้างการตอบสนอง ซึ่งกระบวนการนี้เองที่จะไป “ปลุก” เซลล์ Fibroblast ให้ตื่นตัวและเริ่มผลิตคอลลาเจน Type I และ Type III ซึ่งเป็นคอลลาเจนชนิดเดียวกับในผิวเด็กขึ้นมาใหม่ เมื่อเวลาผ่านไป อนุภาคของ Biostimulator จะค่อย ๆ สลายไป เหลือไว้เพียงโครงสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง

Biostimulator มียี่ห้ออะไรบ้าง?

Biostimulator คือ

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ Biostimulator หลายชนิดที่ได้รับการรับรองและเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ผิวหนังทั่วโลก แต่สองยี่ห้อที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ Sculptra และ Radiesse ซึ่งมีคุณสมบัติและจุดเด่นที่แตกต่างกันไป

Sculptra

Sculptra คือ Biostimulator ที่มีส่วนประกอบหลักคือ PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในไหมละลายทางการแพทย์มานานหลายสิบปี มีความปลอดภัยสูงและสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ Sculptra จะเน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type I เป็นหลัก ทำให้ได้ผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูคุณภาพผิว เพิ่มความแน่นกระชับ และคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวอย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาว

Radiesse

Radiesse มีส่วนประกอบหลักคือ CaHA (Calcium Hydroxylapatite) ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายแคลเซียมในกระดูกและฟัน มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type I และ Type III รวมถึงอีลาสตินได้ดี นอกจากนี้ Radiesse ยังมีคุณสมบัติเป็นฟิลเลอร์อ่อน ๆ ที่ช่วยเติมเต็มปริมาตรได้เล็กน้อยในทันทีหลังทำ ก่อนที่จะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง

Sculptra กับ Radiesse แตกต่างกันอย่างไร?

Sculptra vs Radiesse เหมือนหรือต่างกันยังไง? แม้ว่าจะเป็น Biostimulator เหมือนกัน แต่ Sculptra จะเน้นผลลัพธ์ด้านการ “ฟื้นฟูคุณภาพผิว” (Skin Quality) และเพิ่มความแน่นกระชับในระยะยาวเป็นหลัก ส่วน Radiesse จะให้ผลลัพธ์แบบ Hybrid คือช่วย “เติมเต็ม” ปริมาตรได้เล็กน้อยทันทีหลังทำ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนควบคู่กันไป การจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหนจึงขึ้นอยู่กับการประเมินปัญหาผิวและความต้องการของคนไข้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เทียบชัด ๆ Biostimulator vs ฟิลเลอร์ เลือกอะไรให้เหมาะกับคุณ

Biostimulator คือ

Biostimulator และฟิลเลอร์ (Filler) ทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid) คือการ “เติมเต็ม” ปริมาตรเข้าไปโดยตรง เห็นผลลัพธ์ทันที เหมาะกับการแก้ปัญหาร่องลึกหรือส่วนที่ยุบตัวอย่างชัดเจน ในขณะที่ Biostimulator คือการ “กระตุ้น” ให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและเน้นการปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวมให้ดีขึ้นจากภายใน

Biostimulator vs Ulthera vs Thermage ต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่ากัน

กลุ่มเครื่องมือยกกระชับอย่าง Ulthera และ Thermage ทำงานโดยใช้พลังงาน (ความร้อน) ส่งลงไปใต้ผิวเพื่อทำให้ผิวหดตัวและยกกระชับขึ้น ในขณะที่ Biostimulator คือการฉีดสารเข้าไปเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่โดยตรง ทั้งสามวิธีสามารถทำร่วมกันได้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยใช้ Ulthera/Thermage เพื่อ “ยก” ผิวที่หย่อนคล้อย และใช้ Biostimulator เพื่อ “สร้าง” คุณภาพผิวให้แน่นฟูและดูอ่อนเยาว์

Biostimulator เหมาะกับใคร?

Biostimulator เป็นหัตถการที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีปัญหาหน้าโทรม หน้าเหี่ยว และคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะดังนี้

  • ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่เริ่มรู้สึกว่าผิวสูญเสียความแน่นกระชับ
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวบาง หย่อนคล้อย และขาดวอลลุ่มเล็กน้อย
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวมให้ดูสดใส อิ่มฟู และสุขภาพดีขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน
  • ผู้ที่ต้องการการดูแลผิวที่ให้ผลลัพธ์ยาวนานและคุ้มค่าในระยะยาว

ข้อดีของการฉีด Biostimulator

การเลือกฟื้นฟูผิวด้วย Biostimulator มีข้อดีที่โดดเด่นหลายประการ ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ: เพราะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมา ผิวจึงดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ผลลัพธ์ที่ยาวนาน: ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 2 ปี ซึ่งยาวนานกว่าหัตถการอื่น ๆ หลายชนิด
  • ฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม: ไม่ใช่แค่การเติมเต็ม แต่เป็นการปรับปรุงโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้นจากภายใน
  • มีความปลอดภัยสูง: สารที่ใช้เป็นสารที่ได้รับการรับรองและสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ 100%

ข้อควรระวังของการฉีด Biostimulator

แม้จะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีข้อควรระวังที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

  • ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น: เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญสูงในการฉีด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและลดความเสี่ยงการเกิดก้อน
  • ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นทันที: ต้องใช้เวลารอให้ร่างกายค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนขึ้นมา ซึ่งจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในเดือนที่ 2-3
  • การดูแลตัวเองหลังทำ: การนวดบริเวณที่ฉีดตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเคสของ Sculptra เพื่อให้ตัวยากระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ

การเตรียมตัวก่อนฉีด Biostimulator

  • งดวิตามินและยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น วิตามินอี, น้ำมันปลา, แอสไพริน อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนทำ
  • แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
  • พักผ่อนให้เพียงพอและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

ขั้นตอนการฉีด Biostimulator

Biostimulator คือ
  • แพทย์จะทำการประเมินสภาพผิวและวางแผนการรักษา
  • เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดผิวและทายาชาทิ้งไว้ประมาณ 45-60 นาที
  • แพทย์จะทำการผสมตัวยาและฉีดไปยังตำแหน่งที่กำหนดไว้
  • หลังฉีดจะมีการนวดคลึงเบา ๆ เพื่อให้ยากระจายตัว และประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม

การดูแลตัวเองหลังฉีด Biostimulator

  • นวดบริเวณที่ฉีดตามหลัก “5-5-5” คือ นวดครั้งละ 5 นาที, วันละ 5 ครั้ง, ติดต่อกัน 5 วัน (สำหรับ Sculptra)
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูง, การออกกำลังกายหนัก, และการดื่มแอลกอฮอล์ใน 24 ชั่วโมงแรก
  • สามารถประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการบวมได้
  • ทาครีมกันแดดและบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นเป็นประจำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ฉีด Biostimulator เจ็บไหม?

จะมีการทายาชาก่อนทำ ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยมาก ขณะทำอาจรู้สึกตึง ๆ หรือหน่วง ๆ ใต้ผิว แต่เป็นความรู้สึกที่ทนได้สบายครับ

ฉีด Biostimulator กี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

โดยทั่วไปแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การกระตุ้นคอลลาเจนที่ดีที่สุดครับ

เลือก Biostimulator แบบไหนดี?

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินปัญหาผิวและแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับคุณที่สุดระหว่าง Sculptra และ Radiesse ครับ

ฉีด Biostimulator อยู่ได้นานไหม?

ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้ยาวนานถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล ซึ่งยาวนานกว่าหัตถการอื่น ๆ หลายชนิด

ฉีด Biostimulator พร้อมทำหัตถการอื่นได้ไหม?

สามารถทำได้ครับ โดยเฉพาะการทำร่วมกับเครื่องยกกระชับอย่าง Ulthera หรือ Thermage จะช่วยส่งเสริมให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นไปอีก

สรุปบทความ

Biostimulator คือนวัตกรรมแห่งการฟื้นฟูผิวที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ เพื่อผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืน แม้จะต้องใช้เวลารอผลลัพธ์ แต่ก็เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพผิวที่ดีในระยะยาว การเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกเสริมความงาม THE RITZ CLINIC จะช่วยให้คุณสามารถมั่นใจในมาตรฐาน และความปลอดภัย รวมถึงผลลัพธ์ได้อย่างเต็มที่

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ทีมคุณหมอพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

บทความที่น่าสนใจ

Personalized Vitamin จัดวิตามินและสารอาหารเฉพาะบุคคล

Personalized Vitamin จัดวิตามินและสารอาหารเฉพาะบุคคล

เติมเต็มการดูแลสุขภาพในแต่ละวัน ด้วยการเลือกวิตามินและสารอาหารอย่างใส่ใจ ทั้งชนิด ปริมาณ และช่วงเวลารับประทาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย Personalized Vitamin คืออะไร? Personalized…
Personalized IV Therapy สูตร IV Therapy ที่ออกแบบเฉพาะคุณ

Personalized IV Therapy สูตร IV Therapy ที่ออกแบบเฉพาะคุณ

เติมเต็มการดูแลสุขภาพด้วยวิตามินและสารอาหาร สูตรที่ออกแบบเฉพาะคุณ พร้อมการวางแผนและติดตามโดยแพทย์ในทุกขั้นตอน Personalized IV Therapy คืออะไร? Personalized IV Therapy …
Vitality DNA Code เข้าใจรหัสพันธุกรรม เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะคุณ

Vitality DNA Code เข้าใจรหัสพันธุกรรม เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะคุณ

การทำความเข้าใจข้อมูลจาก DNA ช่วยให้คุณรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น เพื่อนำไปประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพที่เหมาะกับคุณในระยะยาว Vitality DNA Code คืออะไร? Vitality DNA…

Moveo Red Laser

ราคาทดลอง 699.-

ปรึกษาฟรี
ถามหมอได้เลยครับ