Call Center : 088-892-2666
Line OA : @Theritzclinic
Open hours : 10:00 – 20:00

ฟิลเลอร์ปากบวมกี่วัน

เช็คด่วน! ฟิลเลอร์ปากบวมกี่วันถึงจะหาย พร้อมวิธีดูแลหลังฉีด

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

หลายคนที่สนใจอยากทำฟิลเลอร์ปากมักจะกังวลว่า ฟิลเลอร์ปากบวมกี่วันถึงจะหาย และจะต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้างหลังทำหัตถการ เพราะการฉีดฟิลเลอร์นั้นแม้จะเป็นหัตถการที่ปลอดภัย แต่ก็ต้องการการดูแลที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ วันนี้ THE RITZ CLINIC จะพาไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปากกัน!

ฟิลเลอร์คืออะไร มียี่ห้ออะไรบ้าง แตกต่างกันยังไง

ฟิลเลอร์ (Filler) คือสารเติมเต็มที่มีส่วนประกอบหลักเป็นกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ ทำให้มีความปลอดภัยสูงและไม่ก่อให้เกิดการแพ้ สารนี้มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและปริมาตรให้กับผิว

โดยฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 3 แบรนด์หลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่

  1. Restylane

Restylane เป็นแบรนด์แรกของโลกจากประเทศสวีเดน ที่มีความบริสุทธิ์สูงและผ่านการวิจัยมาอย่างยาวนาน จึงให้ผลลัพธ์ที่สวยงามและคงอยู่ได้นานถึง 12 เดือน

  1. Juvederm

Juvederm เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการรับรองจาก FDA มีการผสมยาชาไว้ในตัวด้วย จึงช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างการฉีดได้ เนื้อฟิลเลอร์นุ่มนวลสามารถเข้ากับเนื้อเยื่อได้เป็นอย่างดี 

  1. Belotero

Belotero เป็นผลิตภัณฑ์จากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการแก้ไขร่องลึกและเพิ่มวอลุ่มให้กับริมฝีปาก โดยหลังการฉีดจะให้ความรู้สึกนุ่มนวล เคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ฟิลเลอร์ปากกี่วันหายบวม ?

ฟิลเลอร์ปากกี่วันหายบวม

อาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นการฉีดสารเข้าไปในเนื้อเยื่อ ทำให้ร่างกายต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งแต่ละคนอาจมีระยะเวลาการฟื้นตัวที่แตกต่างกันออกไป มาดูกันว่าแต่ละช่วงเวลาจะมีอาการอย่างไรบ้าง

วันแรกหลังฉีด (อาการบวม ช้ำ ในระยะแรก)

หลังฉีดฟิลเลอร์ปากทันที อาจพบอาการดังนี้

  • บวมเป็นก้อนตามจุดที่ฉีด เนื่องจากการตอบสนองของร่างกาย
  • มีรอยช้ำและจ้ำเลือดบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นผลจากเข็มที่ใช้ฉีด
  • รู้สึกตึงบริเวณริมฝีปาก
  • อาจมีรอยแดงตามจุดที่เข็มเจาะ
  • อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยเมื่อสัมผัส

วิธีดูแลในช่วงนี้

  • แนะนำให้ประคบเย็น 10-15 นาที ทุก 1 ชั่วโมง เพื่อลดอาการบวม
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด
  • ทานอาหารอ่อน ๆ และดื่มน้ำมาก ๆ
  • งดการออกกำลังกายหนัก ๆ
  • นอนยกศีรษะสูงเพื่อลดอาการบวม

วันที่ 3-5 หลังฉีด (อาการบวมยุบลง เริ่มเห็นทรง)

ในช่วงนี้อาการต่าง ๆ จะเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • อาการบวมจะเริ่มยุบลงประมาณ 50-70%
  • รอยช้ำจะเริ่มจางลงและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  • เริ่มเห็นรูปทรงปากที่ชัดเจนขึ้น
  • ความรู้สึกตึงลดลง
  • สามารถขยับปากได้สะดวกขึ้น
  • อาการเจ็บลดลงมาก

วิธีดูแลในช่วงนี้

  • สามารถเริ่มทาลิปสติกได้เบา ๆ
  • ยังควรระวังการสัมผัสแรง ๆ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน
  • เริ่มทากันแดดบริเวณริมฝีปากได้
  • สามารถรับประทานอาหารได้หลากหลายขึ้น

วันที่ 7-14 หลังฉีด (ผลลัพธ์สุดท้าย)

หลังจากผ่านไป 1-2 สัปดาห์ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • อาการบวมหายไปเกือบหมด (90-100%)
  • ไม่มีรอยช้ำหลงเหลือ
  • เห็นรูปทรงปากที่สวยงามชัดเจน
  • ริมฝีปากนุ่มและเป็นธรรมชาติ
  • ไม่มีอาการเจ็บปวด
  • สามารถสัมผัสและเคลื่อนไหวได้ตามปกติ
  • ฟิลเลอร์เข้าที่สมบูรณ์

ในช่วงนี้ คุณจะเห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่แท้จริง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ยังควรระมัดระวังในบางเรื่อง เช่น การจูบ หรือการใช้หลอดดูด

วิธีดูแลปากหลังจากฟิลเลอร์เข้าที่แล้ว

หลังจากฟิลเลอร์เข้าที่แล้ว สามารถดูแลตัวเองต่อได้ดังนี้

  • ใช้ลิปบาล์ม หรือมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงริมฝีปากเป็นประจำ เพื่อป้องกันริมฝีปากแห้งและแตก
  • ควรดื่มน้ำวันละ 1.5-2 ลิตร เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์คงรูปได้นานขึ้น
  • ใช้ลิปบาล์มที่มีสารป้องกันรังสียูวี เนื่องจากแสงแดดอาจทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยบำรุงผิว เช่น วิตามินซี คอลลาเจน และกรดไขมันดี (Omega-3) เพื่อช่วยให้ริมฝีปากดูสุขภาพดี
  • หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ทันที เช่น รู้สึกเจ็บปวดหรือปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรงหลังฉีด มีก้อนแข็งนูนผิดรูป ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นซีดขาวหรือคล้ำผิดปกติ มีอาการชาจนเคลื่อนไหวปากลำบาก เกิดการติดเชื้อจนมีหนอง มีอาการบวมแดงมาก เป็นต้น 
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะทั้งสองอย่างนี้อาจทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วและทำให้ริมฝีปากแห้ง
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น ซาวน่า การอบไอน้ำ หรือการอยู่ในที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • เลี่ยงการใช้ลิปสครับที่รุนแรง ควรใช้สครับที่อ่อนโยนและไม่ขัดบ่อยเกินไป เพื่อป้องกันการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงแรงกดที่ริมฝีปาก ไม่ควรนวดหรือกดริมฝีปากแรง ๆ เช่น การดูดน้ำจากหลอดบ่อย ๆ หรือการนอนกดทับริมฝีปาก

ฉีดฟิลเลอร์ปากที่ THE RITZ CLINIC สวยละมุนมั่นใจ

วิธีดูแลปากหลังจากฟิลเลอร์เข้าที่แล้ว

หากคุณกำลังมองหาคลินิกที่ให้บริการฉีดฟิลเลอร์ปากที่ได้ผลลัพธ์สวยงามและปลอดภัย THE RITZ CLINIC และทีมแพทย์ของเราก็พร้อมดูแลคุณอย่างใส่ใจ เราใช้ฟิลเลอร์คุณภาพสูงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย. และมีมาตรฐานระดับสากล ทั้งยังให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบรูปทรงปากให้เข้ากับใบหน้า ไปจนถึงการดูแลหลังฉีด เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

และหากสงสัยว่า ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมกี่วัน ต้องดูแลตัวเองอย่างไรให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว THE RITZ CLINIC ก็พร้อมให้คำปรึกษาและติดตามผลหลังฉีดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณมั่นใจในความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่สวยงามเป็นธรรมชาติ

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เจ้าหน้าที่ทางคลินิกเราพร้อมให้คำแนะนำ และคำปรึกษาอย่างจริงใจ ด้วยทีมคุณหมอที่พร้อมให้การดูแลทุกเคสอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

บทความที่น่าสนใจ

Personalized Vitamin จัดวิตามินและสารอาหารเฉพาะบุคคล

Personalized Vitamin จัดวิตามินและสารอาหารเฉพาะบุคคล

เติมเต็มการดูแลสุขภาพในแต่ละวัน ด้วยการเลือกวิตามินและสารอาหารอย่างใส่ใจ ทั้งชนิด ปริมาณ และช่วงเวลารับประทาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย Personalized Vitamin คืออะไร? Personalized…
Personalized IV Therapy สูตร IV Therapy ที่ออกแบบเฉพาะคุณ

Personalized IV Therapy สูตร IV Therapy ที่ออกแบบเฉพาะคุณ

เติมเต็มการดูแลสุขภาพด้วยวิตามินและสารอาหาร สูตรที่ออกแบบเฉพาะคุณ พร้อมการวางแผนและติดตามโดยแพทย์ในทุกขั้นตอน Personalized IV Therapy คืออะไร? Personalized IV Therapy …
Vitality DNA Code เข้าใจรหัสพันธุกรรม เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะคุณ

Vitality DNA Code เข้าใจรหัสพันธุกรรม เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะคุณ

การทำความเข้าใจข้อมูลจาก DNA ช่วยให้คุณรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น เพื่อนำไปประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพที่เหมาะกับคุณในระยะยาว Vitality DNA Code คืออะไร? Vitality DNA…

Moveo Red Laser

ราคาทดลอง 699.-

ปรึกษาฟรี
ถามหมอได้เลยครับ