ปัญหารอบดวงตาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ริ้วรอยใต้ตา ตาลึก ตาโหล ผิวใต้ตาดำคล้ำ หรือถุงใต้ตา เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่สังเกตเห็นได้ชัด เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูไม่สดใส เหมือนคนพักผ่อนไม่เพียงพอยู่ตลอดเวลา และแก่กว่าวัยได้ การ“ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา” นับเป็นหนึ่งในวิธีรักษาปัญหาเหล่านี้ที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและไวที่สุด แถมยังเจ็บตัวน้อย และไม่ต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้นนาน จึงทำให้ได้รับความนิยมไปในทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
สำหรับใครที่ไม่เคยฉีดฟิลเลอร์มาก่อน แล้วสงสัยว่าฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้กี่เดือน? ต้องเว้นระยะในการฉีดแต่ละครั้งนานเท่าไหร่? THE RITZ CLINIC หาคำตอบมาให้แล้ว พร้อมแนะนำวิธีการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างเหมาะสม จะน่าสนใจแค่ไหน ไปดูกันเลย
การฉีดฟิลเลอร์ช่วยแก้ปัญหาใต้ตาได้อย่างไร
ปัญหาใต้ตาลึกโบ๋หรือคล้ำโทรม เกิดจากการยุบตัวของกระดูกใต้ตาและไขมันบริเวณนั้นเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นร่องลึกที่แสงตกกระทบแล้วเห็นเป็นเงาดำ การฉีดฟิลเลอร์ซึ่งเป็นสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) เข้าไปในบริเวณดังกล่าว จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด โดยโมเลกุลของฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วย “เติมเต็ม” บริเวณที่ยุบตัวลงไปให้กลับมาดูอิ่มฟูและเรียบเนียนอีกครั้ง เมื่อผิวใต้ตาเต็มขึ้น เงาที่เคยพาดผ่านก็จะหายไป ทำให้ใต้ตาดูสว่างสดใสขึ้น ริ้วรอยเล็กๆ ดูตื้นขึ้น และใบหน้าโดยรวมดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ
ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้กี่เดือน
โดยส่วนใหญ่แล้ว ผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จะสามารถอยู่ได้ประมาณ 6-24 เดือน แต่เนื่องจากฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดเพื่อเติมเต็มผิวในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกใช้หลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นรุ่นย่อยให้เลือกลงไปอีกมากมาย รวมถึงมีลักษณะของเนื้อฟิลเลอร์ และอายุของฟิลเลอร์ที่แตกต่างกัน
สำหรับใครที่สงสัยว่าฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้กี่เดือนนั้น เรามีข้อมูลของฟิลเลอร์ 3 ยี่ห้อหลัก ๆ ที่ผ่านการรับรองของอย. ไทยมาฝาก ดังนี้
1. Restylane (สวีเดน)
เป็นฟิลเลอร์แบรนด์แรกของโลกที่พัฒนาขึ้นจากประเทศสวีเดน มีการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยมากที่สุด นำเข้าโดยบริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และในปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนารุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับฟิลเลอร์ยี่ห้อ Restylane รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา มีดังนี้
- Restylane Classic : อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน เนื้อฟิลเลอร์มีความแข็งปานกลาง สามารถใช้ฉีดเพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยตื้น-ลึกได้
- Restylane Vital Light : อยู่ได้นาน 6-12 เดือน เนื้อฟิลเลอร์จะมีอนุภาคขนาดเล็กและอ่อนนุ่มที่สุด เหมาะกับผู้ที่มีผิวบางมาก ๆ
- Restylane Lyft : อยู่ได้ประมาณ 12 เดือน เนื้อฟิลเลอร์จะเนื้อแข็ง มีความคงตัวสูง และคงรูปได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับฉีดแก้ไขปัญหาเบ้าตาลึก ตาโหล จากกการยุบตัวของกระดูกบริเวณใต้ตา
- Restylane Defyne : อยู่ได้นาน 18 เดือน เนื้อฟิลเลอร์จะมีความแข็งปานกลาง และมีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำมาใช้ฉีดบริเวณใต้ตาได้เช่นกัน
2. Juvederm (อเมริกา)
เป็นฟิลเลอร์จากอเมริกาที่ได้รับรองคุณภาพและความปลอดภัยแล้วทั้งจาก อ.ย. อเมริกา และ อย. ไทย นำเข้าโดยบริษัท แอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าเดียวกับโบทูลินัมท็อกซินยี่ห้อยอดนิยมอย่าง “โบท็อกซ์ อัลเลอร์แกน (Botox Allergan)” ที่เราคุ้นเคยกันดี
สำหรับฟิลเลอร์ยี่ห้อ Juvederm รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา มีดังนี้
- Juvederm Ultra plus : อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน เนื้อฟิลเลอร์จะมีลักษณะนิ่มและฟูมาก สามารถใช้แก้ปัญหาร่องลึกบริเวณใต้ตาได้ดี
- Juvederm Volite : อยู่ได้นานประมาณ 8-12 เดือน เนื้อฟิลเลอร์จะมีลักษณะละเอียด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผิวได้ สามารถใช้ฉีดบริเวณใต้ตา และฉีดผิวฉ่ำน้ำได้เช่นกัน
- Juvederm Voluma : อยู่ได้นานประมาณ 18 เดือน เนื้อฟิลเลอร์จะมีลักษณะแข็ง ฟูปานกลาง และมีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ฉีดแก้ปัญหาบริเวณใต้ตา คาง ขมับ ร่องแก้ม และแก้มส้มได้
3. Belotero (สวิตเซอร์แลนด์)
เป็นฟิลเลอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ นำเข้าโดย บริษัท เมิร์ซ เฮลธ์ แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าเดียวกับเครื่องยกกระชับ Ulthera SPT และโบทูลินัมท็อกซินยี่ห้อซีโอมิน (Xeomin) โดยจะมีความน่าสนใจตรงที่ใช้ Cohesive Polydensified Matrix (CPM) ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษในการผลิตทำให้ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น
สำหรับฟิลเลอร์ยี่ห้อ Belotero รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา มีดังนี้
- Belotero Soft (กล่องสีเหลือง) : อยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน จะมีเนื้อละเอียดและมีโมเลกุลเล็ก ช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยบริเวณใต้ตา และทำให้ผิวฉ่ำน้ำขึ้นได้
- Belotero Volume (กล่องสีม่วง) : อยู่ได้นานประมาณ 18 เดือน เนื้อจะมีความยืดหยุ่นและคงตัวได้ดี เหมาะสำหรับใช้เพื่อปรับรูปหน้า ไม่ว่าจะเป็น บริเวณใต้ตา คาง ขมับ หรือแก้มส้ม
- Belotero Balance (กล่องสีส้ม) : อยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน จะเหมาะสำหรับทำให้ผิวเรียบเนียน นิยมนำมาใช้บริเวณใต้ตา
ปัจจัยที่ทำให้ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นาน
ระยะเวลาที่ฟิลเลอร์จะคงสภาพอยู่ได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราคาดการณ์ผลลัพธ์และดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ฟิลเลอร์อยู่กับเราได้นานที่สุด
- ชนิดและยี่ห้อของฟิลเลอร์: ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความหนาแน่น, การอุ้มน้ำ, และเทคโนโลยีการเชื่อมโมเลกุล (Cross-linking) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระยะเวลาความคงทน โดยฟิลเลอร์ที่ออกแบบมาสำหรับใต้ตาโดยเฉพาะมักจะอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี
- เทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถเลือกชนิดของฟิลเลอร์ได้เหมาะสมกับปัญหาและฉีดในชั้นผิวที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดการขยับตัวของฟิลเลอร์และทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
- การตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล: อัตราการเผาผลาญ (Metabolism) ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ผู้ที่มีระบบเผาผลาญดีอาจทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวได้เร็วกว่าปกติ
- การดูแลตัวเองหลังฉีด: พฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังการฉีดมีผลอย่างมากต่ออายุของฟิลเลอร์ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจะช่วยยืดอายุผลลัพธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเปลี่ยนยี่ห้อฟิลเลอร์จะทำให้เกิดผลข้างเคียงอะไรไหม
หากเป็นการฉีดฟิลเลอร์ในกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ HA ที่เป็นของแท้ ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) และฉีดโดยแพทย์ที่ความเชี่ยวชาญ การเปลี่ยนยี่ห้อฟิลเลอร์ไม่ได้ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มฉีดฟิลเลอร์ครั้งต่อไป แนะนำให้เว้นระยะห่างก่อนอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อรอให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปสลายให้หมดก่อน
หากอยากทราบระยะเวลาที่แน่นอน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยให้แจ้งยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ที่ฉีด รวมถึงตำแหน่งและวันที่ฉีดฟิลเลอร์ ก็จะช่วยให้แพทย์คาดการณ์เวลาที่เหมาะสมในการฉีดฟิลเลอร์ครั้งใหม่ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
การดูแลตัวเองหลังฉีดให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นาน
เพื่อให้ผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่กับเราไปได้นานที่สุด การดูแลตัวเองในช่วงหลังฉีดถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่ฟิลเลอร์กำลังผสานเข้ากับเนื้อเยื่อผิว การปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่จะช่วยยืดอายุของฟิลเลอร์ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย
หลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดดจัด
ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสัมผัสกับความร้อนสูง เช่น การเข้าซาวน่า, การอบไอน้ำ, การทำเลเซอร์ หรือการตากแดดจัดเป็นเวลานาน เพราะความร้อนสามารถกระตุ้นให้ฟิลเลอร์สลายตัวได้เร็วขึ้น และยังเพิ่มความเสี่ยงของอาการบวมได้อีกด้วย
งดการสัมผัสใบหน้าอย่างรุนแรง
ควรงดการนวด, กด, คลึง, หรือถูใบหน้าบริเวณที่ฉีดอย่างรุนแรงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันไม่ให้ฟิลเลอร์ที่ยังไม่เข้าที่ดีเกิดการเคลื่อนที่หรือผิดรูป การดูแลผิวควรทำอย่างเบามือที่สุด
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน (อย่างน้อย 1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ฟิลเลอร์คงความอิ่มฟูและดูเป็นธรรมชาติได้ยาวนานขึ้น
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
แอลกอฮอล์และสารพิษในบุหรี่เป็นตัวการที่ทำลายคอลลาเจนและทำให้หลอดเลือดขยายตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ฟิลเลอร์สลายตัวเร็วขึ้นและเกิดอาการบวมช้ำได้ง่ายขึ้น ควรงดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์หลังทำ
ข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์
เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามบางประการที่คนไข้ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังการฉีด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
- ห้ามนวด กด หรือคลึง บริเวณที่ฉีดโดยเด็ดขาด ยกเว้นในกรณีที่แพทย์แนะนำเป็นพิเศษ
- ห้ามทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อน บริเวณใบหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- งดการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดแรงเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการทานยา ในกลุ่มที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, NSAIDs, และวิตามินอี อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (หากจำเป็นต้องทานควรปรึกษาแพทย์)
- งดการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหน้า ในช่วง 2-3 คืนแรก เพื่อลดแรงกดทับบริเวณที่ฉีด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน
อาจเกิดได้จากการเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสมกับบริเวณที่ฉีด, เทคนิคการฉีดของแพทย์, หรือการดูแลตัวเองหลังทำที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนวดคลึงแรงเกินไป
ผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์มีอะไรบ้าง
ผลข้างเคียงที่พบได้ปกติคืออาการบวม, แดง, หรือรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนผลข้างเคียงที่รุนแรงมักเกิดจากการฉีดกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์
ฉีดฟิลเลอร์พร้อมหัตถการอื่นได้ไหม
สามารถทำได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางลำดับการรักษาที่เหมาะสม โดยทั่วไปมักแนะนำให้เว้นระยะห่างระหว่างหัตถการอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
สรุปบทความ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าจะช่วยให้คลายข้อสงสัยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้กี่เดือน และช่วยให้คุณสามารถวางแผนระยะเวลาการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาในแต่ละครั้งได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
สำหรับใครที่สนใจฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แต่ไม่รู้จะฉีดที่ไหนดี ให้ THE RITZ CLINIC เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เราฉีดด้วยเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาพิเศษที่มีเฉพาะที่ THE RITZ CLINIC เท่านั้น อย่าง “Tri-Ligament Under Eyes Lifting Technique” ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตาและช่วยยกโครงสร้างบริเวณใบหน้าไปพร้อม ๆ กัน รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- ติดต่อโดยตรงที่เดอะริทซ์คลินิก The Ritz Clinic ทุกสาขาใกล้บ้านท่าน
- Facebook Inbox THE RITZ : https://www.facebook.com/theritzclinic
- Line Official Account : @theritzclinic
- Instagram : theritzclinic.official
- โทรเข้า Call Center ของ The Ritz Clinic : 088-892-2666
เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ทีมคุณหมอพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก: Healthline, All About Vision






