เมื่อพูดถึงการฉีดสารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว หรือ Collagen Biostimulator เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึงหัตถการมาแรงอย่าง Sculptra และ Radiesse แน่นอน แล้วทั้ง 2 ตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกกระตุ้นคอลลาเจนใบหน้าด้วยอันไหนดี THE RITZ CLINIC จะพาไปเปรียบเทียบ Radiesse vs Sculptra กัน อ่านได้เลยที่บทความนี้
Sculptra คืออะไร?

Sculptra คือ ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Collagen Biostimulator ตัวแรกของโลก (Original) ที่ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA ประกอบด้วยอนุภาคของ Poly-L-Lactic Acid (PLLA) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่ผลิตจากพืช (Alpha Hydroxy Acid family) มีความเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อร่างกาย (Biocompatible) และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 100% (Biodegradable) โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง
ผลิตและพัฒนาโดยบริษัท Galderma Laboratories, L.P. มีประวัติการใช้งานทางการแพทย์มายาวนานกว่า 20 ปี ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นมาตรฐาน Gold Standard ในการกู้คืนโครงสร้างผิวที่เสื่อมสภาพตามวัย
หลักการทำงานและการออกฤทธิ์
การทำงานของ Sculptra ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป แต่เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองผ่านกระบวนการดังนี้
- Immediate Action: เมื่อฉีดอนุภาค PLLA เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ตัวยาจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอเพื่อทำหน้าที่เป็นโครงร่างชั่วคราว
- Controlled Inflammation: ร่างกายจะตอบสนองด้วยกระบวนการอักเสบแบบอ่อนๆ (Subclinical Inflammatory Response) ซึ่งเป็นสัญญาณทางชีวภาพที่ปลอดภัย
- Fibroblast Stimulation: ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งสัญญาณดึงดูดเซลล์ Macrophage ให้มาย่อยสลายอนุภาค PLLA พร้อมกับกระตุ้นให้ Fibroblast (เซลล์สร้างคอลลาเจน) เข้ามารวมตัวกันอย่างหนาแน่นรอบๆ อนุภาค
- Neocollagenesis: เซลล์ Fibroblast จะเริ่มผลิตเส้นใยคอลลาเจนชุดใหม่ขึ้นมาทดแทน PLLA ที่ค่อยๆ สลายไป จนเกิดเป็นโครงสร้างผิวใหม่ที่แข็งแรง
ผลลัพธ์หลังทำ Sculptra
จุดเด่นคือการฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกให้กลับมาแข็งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาว
- กระตุ้น Collagen Type 1 สูงถึง 66.5% ซึ่งเป็นคอลลาเจนชนิดที่สำคัญที่สุดต่อความแข็งแรงของโครงสร้างผิว (ตามผลการวิจัยที่ 3 เดือน)
- ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้คมชัดขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่น
- เติมเต็มผิวที่ตอบหรือยุบตัวจากอายุที่เพิ่มขึ้น ให้กลับมาอิ่มฟูอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งหรือบวม
- ผลลัพธ์อยู่ได้นานต่อเนื่องถึง 2 ปี หรือมากกว่า เนื่องจากเป็นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง
Sculptra ฉีดจุดไหนได้บ้าง?
เน้นฉีดในบริเวณที่ต้องการเพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิว หรือบริเวณที่สูญเสีย Volume:
- ขมับ
- หน้าแก้ม และแก้มตอบ
- ร่องน้ำหมาก
- กรอบหน้า
การดูแลตัวเองหลังฉีด Sculptra
การดูแลหลังฉีด Sculptra คือหัวใจของความสำเร็จ จำกฎเหล็ก “Triple 5” ให้แม่น:
- ต้องนวดหน้า เพื่อให้อนุภาคยากระจายตัว ไม่จับเป็นก้อน
- นวดครั้งละ 5 นาที
- นวดวันละ 5 ครั้ง
- นวดติดต่อกัน 5 วัน
- ข้อปฏิบัติอื่น: งดแต่งหน้า 24 ชม., งดความร้อน/ซาวน่า/เลเซอร์ 2 สัปดาห์, งดแอลกอฮอล์ 1 สัปดาห์
อาการข้างเคียงของ Sculptra
- อาการทั่วไป: บวม แดง ช้ำ เขียว ตรงจุดที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายเองได้ใน 3-7 วัน
- อาการเฉพาะ: อาจเกิดก้อนนูนใต้ผิวหนัง หากคนไข้ไม่นวดหน้าตามคำแนะนำ หรือแพทย์ผสมยาไม่เข้าที่
Radiesse คืออะไร?

Radiesse คือ นวัตกรรมฟื้นฟูผิวแบบองค์รวม (Regenerative Biostimulator) ตัวใหม่ล่าสุด มีส่วนประกอบหลักเป็น CaHA (Calcium Hydroxyapatite) ที่มีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นฟูการทำงานของไฟโบรบลาสต์ โดยตรง จึงสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินได้เช่นกัน
หลักการทำงานและการออกฤทธิ์
Radiesse ทำงานด้วยกลไก Scaffold Effect หรือการสร้างนั่งร้านค้ำยันผิว พร้อมกระตุ้นเซลล์โดยตรง
- ทันทีที่ฉีด CMC Gel จะเข้าไปเติมเต็มร่องลึกและพยุงผิวให้ดูอิ่มฟูทันที
- เมื่อ CMC Gel เริ่มสลายตัว อนุภาค CaHA จะทำหน้าที่เป็น “โครงตาข่าย” และเข้าจับกับเซลล์ Fibroblast โดยตรง (Direct Contact)
- กระตุ้นให้ Fibroblast เปลี่ยนร่างเป็น Myofibroblast ซึ่งมีพลังในการสร้างเส้นใยโปรตีนและสารอาหารผิวได้รวดเร็วและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
ผลลัพธ์หลังทำ Radiesse
- ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen Type I +150% และ Collagen Type III +130% ซึ่งเป็นชนิดของคอลลาเจนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ทำให้ผิวดูเนียนนุ่ม และเต่งตึงเหมือนเด็กอีกครั้ง
- กระตุ้นการสร้าง Proteoglycan ที่เป็นสารน้ำหล่อเลี้ยงผิว ที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิค ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นและอิ่มฟู
- กระตุ้นการสร้าง Angiogenesis ที่เป็นหลอดเลือดเล็กใต้ชั้นผิว ทำให้ลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงผิวได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผิวมีสุขภาพดีและมีเลือดฝาด
- ผลลัพธ์ที่ตามมา จะทำให้เกิดเส้นใยตาข่ายผิว หรือโครงสร้างชั้นผิวที่แข็งแรง ส่งผลให้ผิวหน้ากระชับ ผิวแน่น และอิ่มฟูนั่นเอง
Radiesse ฉีดจุดไหนได้บ้าง?
สามารถฉีดได้ครอบคลุมทั้งใบหน้าและร่างกาย
- ร่องแก้ม และร่องลึกต่างๆ
- กรอบหน้าและคางให้ดูคมชัด
- หลังมือ จุดเด่นสำคัญ ช่วยให้มือเหี่ยวกลับมาเต่งตึง
- ลำคอ และเนินอก ช่วยลดรอยยับย่น
การดูแลตัวเองหลังฉีด Radiesse
ข้อควรระวังของ Radiesse จะตรงข้ามกับ Sculptra คือ “ห้ามนวดเด็ดขาด”
- ห้ามนวด: หลังแพทย์ปั้นทรงเสร็จ ห้ามกด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีด เพราะอาจทำให้โครงสร้างเจลเสียรูป
- การประคบ: สามารถประคบเย็นได้หากมีอาการบวม
- ข้อปฏิบัติอื่น: งดแต่งหน้า 24 ชม., งดความร้อน/ซาวน่า/เลเซอร์ 2 สัปดาห์, ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยสร้างคอลลาเจน
อาการข้างเคียงของ Radiesse
- อาการทั่วไป: บวมแต่น้อยกว่า Sculptra, แดง, รอยเข็ม, อาการคันยิบๆ ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายเองได้ใน 3-7 วัน
- อาการเฉพาะ: อาจเกิดก้อนนูนที่มองเห็นได้ หากฉีดตื้นเกินไป หรือฉีดเยอะเกินไปในจุดเดียว
Radiesse vs Sculptra ต่างกันยังไง?

แม้ทั้งคู่จะจัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันดังนี้
1. ส่วนประกอบที่แตกต่าง
- Sculptra: ประกอบด้วย PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ในรูปแบบผง ซึ่งต้องนำมาผสมกับน้ำกลั่น (Sterile Water) ก่อนฉีด ตัวยาจึงมีความเหลวเหมือนน้ำ
- Radiesse: ประกอบด้วย CaHA (Calcium Hydroxyapatite) 30% ในรูปแบบเม็ดบีดส์ทรงกลม และ CMC Gel 70% ตัวยาจึงมีความหนืดและคงตัวในรูปแบบ “เจล”
2. กลไกการกระตุ้นคอลลาเจน
- Sculptra:
- เมื่อฉีดเข้าไป ร่างกายจะส่งสัญญาณว่ามีสิ่งแปลกปลอม (PLLA)
- ระบบภูมิคุ้มกันจะเรียกเซลล์ Macrophage มาล้อมรอบอนุภาค และดึงดูด Fibroblast ให้มาสร้างคอลลาเจนล้อมรอบอนุภาคนั้นไว้
- เน้นสร้าง Collagen Type 1 เป็นหลัก ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ให้ความแข็งแรงแก่ผิว
- Radiesse:
- CMC Gel ช่วยพยุงผิวให้ฟูทันทีหลังฉีด (Immediate Volumizing)
- CaHA Microspheres ทำหน้าที่เป็น “นั่งร้าน” (Scaffold) ให้เซลล์ Fibroblast เกาะ และกระตุ้นโดยตรงให้เซลล์เปลี่ยนร่างเป็น Myofibroblast ที่ทำงานได้ดีกว่า
- กระตุ้นครบ 5 องค์ประกอบ: Collagen Type 1 (แข็งแรง), Type 3 (นุ่มเด้ง), Elastin (ยืดหยุ่น), Proteoglycan (ชุ่มชื้น), และหลอดเลือดเลี้ยงผิว
3. ระยะเวลาเห็นผลและผลลัพธ์
- Sculptra:
- หลังทำทันที: ผิวจะดูฟูจากการบวมน้ำและตัวยา แต่จะยุบลงใน 2-3 วัน
- ผลลัพธ์จริง: เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในเดือนที่ 2-3 เป็นต้นไป ผิวจะค่อยๆ แน่นขึ้น
- ความคงทน: อยู่ได้นาน 2 ปีขึ้นไป
- Radiesse:
- หลังทำทันที: เห็นผลทันทีจากการเติมเต็มของ CMC Gel ผิวฟูขึ้น ร่องตื้นขึ้น
- ผลลัพธ์ระยะยาว: เมื่อเจลสลายไปในช่วง 3-4 เดือน คอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ที่สร้างขึ้นจะเข้ามาแทนที่ ทำให้ผิวยังคงกระชับต่อเนื่อง
- ความคงทน: อยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี
4. เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน?
- Sculptra เหมาะกับ:
- คนที่มีปัญหาผิวตอบ แก้มตอบ ขมับตอบ หรือสูญเสียไขมันบนใบหน้าเยอะๆ
- คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้หนาและแน่นขึ้นจากภายใน
- คนที่ไม่รีบร้อน รอผลลัพธ์ได้ และชอบความเป็นธรรมชาติแบบค่อยเป็นค่อยไป
- Radiesse เหมาะกับ:
- คนที่ต้องการงานผิวคุณภาพ ผิวเด้ง ฉ่ำน้ำ และยืดหยุ่น
- คนที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที ควบคู่กับการฟื้นฟูระยะยาว
- คนที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด หรือต้องการความคมชัดร่วมด้วย เนื่องจากเนื้อเจลมีความคงตัวสูงกว่า
Radiesse vs Sculptraอันไหนดี? เลือกยังไง?
ถึงแม้ทั้งสองผลิตภัณฑ์จะสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้เหมือนกัน แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่หลักการทำงาน และผลลัพธ์ของการกระตุ้นคอลลาเจน
- Sculptra จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผ่านระบบภูมิคุ้มกัน สามารถกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวหน้ากระชับ เพิ่มปริมาตรผิวให้หนาตัวขึ้น ผิวแน่นยืดหยุ่น และคุณภาพผิวโดยรวมดีขึ้นได้
- Radiesse จะเข้าไปฟื้นฟูการทำงานของไฟโบรบลาสต์โดยตรง และนำไปสู่การกระตุ้นการสร้างสารสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Collagen Type 1, Type 3, Elastin, Proteoglycan และ Angiogenesis จึงช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวโดยรวม ทำให้ผิวแน่นเฟิร์มกระชับ อิ่มฟู และผิวดูกระจ่างใสอมชมพู
การเลือกฉีดระหว่าง Radiesse หรือ Sculptra ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวไหนดีกว่ากัน แต่อยู่ที่ปัญหาผิว และความต้องการผลลัพธ์ของคุณเป็นหลัก สำหรับใครที่ไม่รู้จะเลือกกระตุ้นคอลลาเจนตัวไหนดี แนะนำให้เข้ามาพบคุณหมอที่ THE RITZ CLINIC เพื่อตรวจสภาพผิวและให้คุณหมอช่วยเลือกก็จะดีที่สุด เนื่องจากทั้งสองผลิตภัณฑ์ต่างมีคุณสมบัติในการกระตุ้นคอลลาเจนที่ดีทั้งคู่เลย
ฉีด Sculptra แล้ว ฉีด Radiesse ได้ไหม?
หากต้องการฉีด Sculptra แล้ว ฉีด Radiesse ต่อ สามารถทำได้และเป็นที่นิยม เพื่อเก็บรายละเอียดงานผิวให้สมบูรณ์แบบ แต่จะสามารถทำได้เมื่อฉีดคนละตำแหน่ง เช่น ฉีด Sculptra ที่ขมับและแก้มตอบ เพื่อเติม Volume + ฉีด Radiesse ที่กรอบหน้าและร่องแก้ม เพื่อความคมชัดและงานผิว สามารถทำพร้อมกันได้เลย
แต่หากเป็นการฉีดในตำแหน่งเดียวกัน จะไม่สามารถทำได้ครับ โดยหากฉีด Sculptra ไปแล้ว แนะนำให้เว้นระยะ 1-3 เดือน ก่อนฉีด Radiesse ทับลงไป เพื่อให้กระบวนการอักเสบของ Sculptra หายดีก่อน และเพื่อให้แพทย์ประเมินผลลัพธ์ของคอลลาเจนชุดแรกได้ชัดเจน ไม่เกิดการกระตุ้นที่มากเกินพอดี
ฉีด Radiesse หรือ Sculptra กับ Skin Booster ตัวอื่นได้ไหม?
หากต้องการฉีด Radiesse หรือ Sculptra กับ Skin Booster ตัวอื่น ๆ สามารถฉีดได้ครับ แต่ต้องมีการวางแผนลำดับการรักษาที่เหมาะสม เช่น
- กลุ่ม Hyaluronic Acid: เช่น Restylane Vital Light, Belotero Revive สามารถทำร่วมกันได้เพื่อเติมความชุ่มชื้นผิวชั้นตื้น ในขณะที่ Sculptra/Radiesse ทำงานในชั้นลึกและชั้นไขมัน แต่แนะนำให้เว้นระยะห่าง 2-4 สัปดาห์ เพื่อลดอาการบวม
- กลุ่ม Exosome / Rejuran: สามารถทำควบคู่กันได้เพื่อเสริมประสิทธิภาพ โดยตัว Skin Booster จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวระดับ DNA ส่วน Biostimulator จะช่วยสร้างโครงสร้างหลัก แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูตำแหน่งการฉีดไม่ให้ซ้ำซ้อนในชั้นผิวเดียวกันมากเกินไปในครั้งเดียว
Radiesse vs Sculptraฉีดกี่วันเห็นผล อยู่ได้นานไหม?
หลังจากที่ฉีด Sculptra และ Radiesse ไปแล้ว ผิวจะได้รับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 1 – 3 เดือน และอยู่ได้นานถึง 2 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการดูแลผิว อายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Radiesse vs Sculptra
Radiesse กับ Sculptra ฉีดจุดไหนได้บ้าง?
ทั้งสองตัวเน้นฉีดในตำแหน่งที่มีการสูญเสียคอลลาเจนและไขมัน แต่มีความถนัดต่างกันเล็กน้อย
- Sculptra จะเน้นการฉีดเพื่อเติมเต็ม และเน้นฉีดในพื้นที่ใหญ่ เช่น ขมับ, แก้มตอบ, หน้าแก้ม, ร่องน้ำหมาก, กรอบหน้า
- Radiesse จะเน้นงานผิวในบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ร่องแก้ม, กรอบหน้าและคาง, หลังมือ, ลำคอ และเนินอก
Radiesse กับ Sculptra ฉีดด้วยกันได้ไหม?
สามารถฉีด Sculptra และ Radiesse ร่วมกันได้ แต่จะต้องฉีดกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และเลือกบริเวณฉีดของแต่ละผลิตภัณฑ์ตามความเหมาะสม แต่ถ้าจะฉีดบริเวณเดียว ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 – 3 เดือน
Radiesse กับ Sculptra ฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?
ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการสร้างคอลลาเจนของแต่ละบุคคล โดยเฉลี่ยแล้ว ผลลัพธ์ของการการฉีด Sculptra จะสามารถอยู่ได้นาน 2 ปี หรือสูงสุด 25 เดือน ส่วนผลลัพธ์ของการฉีด Radiesse จะอยู่ได้นาน 1-2 ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 18 เดือน
จะเห็นได้ว่าทั้ง Sculptra และ Radiesse ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมผลลัพธ์ยังอยู่ได้นานหลายปีด้วย ใครที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ผิวไม่แข็งแรง ขาดความยืดหยุ่น แนะนำให้ลองทำหัตถการทั้งสองตัวนี้เลย เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง 2 – 3 ครั้ง รับรองว่าจะช่วยให้ผิวของคุณกลับมาอิ่มฟู เรียบเนียน และกระชับขึ้นแน่นอน

หากสนใจ สามารถจองคิวมารับบริการที่ THE RITZ CLINIC ได้เลย ทุกเคสได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดก่อนทำ เพื่อการรักษาปัญหาผิวอย่างตรงจุดและเห็นผล รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน!
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- ติดต่อโดยตรงที่เดอะริทซ์คลินิก THE RITZ CLINIC ทุกสาขาใกล้บ้านท่าน
- Facebook Inbox THE RITZ : https://www.facebook.com/theritzclinic
- Line Official Account : @theritzclinic
- Instagram : theritzclinic.official
- โทรเข้า Call Center ของ THE RITZ CLINIC : 088-892-2666
เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ทีมคุณหมอพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


