Call Center : 088-892-2666
Line OA : @Theritzclinic
Open hours : 10:00 – 20:00

Sculptra VS Radiesse

เปรียบเทียบ Radiesse vs Sculptra กระตุ้นคอลลาเจนใบหน้าด้วยอันไหนดี?

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

เมื่อพูดถึงการฉีดสารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว หรือ Collagen Biostimulator เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึงหัตถการมาแรงอย่าง Sculptra และ Radiesse แน่นอน แล้วทั้ง 2 ตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกกระตุ้นคอลลาเจนใบหน้าด้วยอันไหนดี THE RITZ CLINIC จะพาไปเปรียบเทียบ Radiesse vs Sculptra กัน อ่านได้เลยที่บทความนี้

Sculptra คืออะไร?

Sculptra คือ ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Collagen Biostimulator ตัวแรกของโลก (Original) ที่ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA ประกอบด้วยอนุภาคของ Poly-L-Lactic Acid (PLLA) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่ผลิตจากพืช (Alpha Hydroxy Acid family) มีความเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อร่างกาย (Biocompatible) และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 100% (Biodegradable) โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง

ผลิตและพัฒนาโดยบริษัท Galderma Laboratories, L.P. มีประวัติการใช้งานทางการแพทย์มายาวนานกว่า 20 ปี ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นมาตรฐาน Gold Standard ในการกู้คืนโครงสร้างผิวที่เสื่อมสภาพตามวัย

หลักการทำงานและการออกฤทธิ์ 

การทำงานของ Sculptra ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป แต่เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองผ่านกระบวนการดังนี้

  1. Immediate Action: เมื่อฉีดอนุภาค PLLA เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ตัวยาจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอเพื่อทำหน้าที่เป็นโครงร่างชั่วคราว
  2. Controlled Inflammation: ร่างกายจะตอบสนองด้วยกระบวนการอักเสบแบบอ่อนๆ (Subclinical Inflammatory Response) ซึ่งเป็นสัญญาณทางชีวภาพที่ปลอดภัย
  3. Fibroblast Stimulation: ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งสัญญาณดึงดูดเซลล์ Macrophage ให้มาย่อยสลายอนุภาค PLLA พร้อมกับกระตุ้นให้ Fibroblast (เซลล์สร้างคอลลาเจน) เข้ามารวมตัวกันอย่างหนาแน่นรอบๆ อนุภาค
  4. Neocollagenesis: เซลล์ Fibroblast จะเริ่มผลิตเส้นใยคอลลาเจนชุดใหม่ขึ้นมาทดแทน PLLA ที่ค่อยๆ สลายไป จนเกิดเป็นโครงสร้างผิวใหม่ที่แข็งแรง

ผลลัพธ์หลังทำ Sculptra

จุดเด่นคือการฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกให้กลับมาแข็งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาว

  • กระตุ้น Collagen Type 1 สูงถึง 66.5% ซึ่งเป็นคอลลาเจนชนิดที่สำคัญที่สุดต่อความแข็งแรงของโครงสร้างผิว (ตามผลการวิจัยที่ 3 เดือน)
  • ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้คมชัดขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่น 
  • เติมเต็มผิวที่ตอบหรือยุบตัวจากอายุที่เพิ่มขึ้น ให้กลับมาอิ่มฟูอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งหรือบวม
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นานต่อเนื่องถึง 2 ปี หรือมากกว่า เนื่องจากเป็นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง

Sculptra ฉีดจุดไหนได้บ้าง?

เน้นฉีดในบริเวณที่ต้องการเพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิว หรือบริเวณที่สูญเสีย Volume:

  • ขมับ
  • หน้าแก้ม และแก้มตอบ 
  • ร่องน้ำหมาก
  • กรอบหน้า 

การดูแลตัวเองหลังฉีด Sculptra 

การดูแลหลังฉีด Sculptra คือหัวใจของความสำเร็จ จำกฎเหล็ก “Triple 5” ให้แม่น:

  • ต้องนวดหน้า เพื่อให้อนุภาคยากระจายตัว ไม่จับเป็นก้อน
  • นวดครั้งละ 5 นาที
  • นวดวันละ 5 ครั้ง
  • นวดติดต่อกัน 5 วัน
  • ข้อปฏิบัติอื่น: งดแต่งหน้า 24 ชม., งดความร้อน/ซาวน่า/เลเซอร์ 2 สัปดาห์, งดแอลกอฮอล์ 1 สัปดาห์

อาการข้างเคียงของ Sculptra

  • อาการทั่วไป: บวม แดง ช้ำ เขียว ตรงจุดที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายเองได้ใน 3-7 วัน
  • อาการเฉพาะ: อาจเกิดก้อนนูนใต้ผิวหนัง หากคนไข้ไม่นวดหน้าตามคำแนะนำ หรือแพทย์ผสมยาไม่เข้าที่

Radiesse คืออะไร?

Radiesse คืออะไร

Radiesse คือ นวัตกรรมฟื้นฟูผิวแบบองค์รวม (Regenerative Biostimulator) ตัวใหม่ล่าสุด มีส่วนประกอบหลักเป็น CaHA (Calcium Hydroxyapatite) ที่มีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นฟูการทำงานของไฟโบรบลาสต์ โดยตรง จึงสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินได้เช่นกัน

หลักการทำงานและการออกฤทธิ์

Radiesse ทำงานด้วยกลไก Scaffold Effect หรือการสร้างนั่งร้านค้ำยันผิว พร้อมกระตุ้นเซลล์โดยตรง

  1. ทันทีที่ฉีด CMC Gel จะเข้าไปเติมเต็มร่องลึกและพยุงผิวให้ดูอิ่มฟูทันที
  2. เมื่อ CMC Gel เริ่มสลายตัว อนุภาค CaHA จะทำหน้าที่เป็น “โครงตาข่าย” และเข้าจับกับเซลล์ Fibroblast โดยตรง (Direct Contact)
  3. กระตุ้นให้ Fibroblast เปลี่ยนร่างเป็น Myofibroblast ซึ่งมีพลังในการสร้างเส้นใยโปรตีนและสารอาหารผิวได้รวดเร็วและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

ผลลัพธ์หลังทำ Radiesse

  • ช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen Type I +150% และ Collagen Type III +130% ซึ่งเป็นชนิดของคอลลาเจนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ทำให้ผิวดูเนียนนุ่ม และเต่งตึงเหมือนเด็กอีกครั้ง
  • กระตุ้นการสร้าง Proteoglycan ที่เป็นสารน้ำหล่อเลี้ยงผิว ที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิค ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นและอิ่มฟู
  • กระตุ้นการสร้าง Angiogenesis ที่เป็นหลอดเลือดเล็กใต้ชั้นผิว ทำให้ลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงผิวได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผิวมีสุขภาพดีและมีเลือดฝาด
  • ผลลัพธ์ที่ตามมา จะทำให้เกิดเส้นใยตาข่ายผิว หรือโครงสร้างชั้นผิวที่แข็งแรง ส่งผลให้ผิวหน้ากระชับ ผิวแน่น และอิ่มฟูนั่นเอง

Radiesse ฉีดจุดไหนได้บ้าง?

สามารถฉีดได้ครอบคลุมทั้งใบหน้าและร่างกาย

  • ร่องแก้ม และร่องลึกต่างๆ
  • กรอบหน้าและคางให้ดูคมชัด
  • หลังมือ จุดเด่นสำคัญ ช่วยให้มือเหี่ยวกลับมาเต่งตึง
  • ลำคอ และเนินอก ช่วยลดรอยยับย่น

การดูแลตัวเองหลังฉีด Radiesse

ข้อควรระวังของ Radiesse จะตรงข้ามกับ Sculptra คือ “ห้ามนวดเด็ดขาด”

  • ห้ามนวด: หลังแพทย์ปั้นทรงเสร็จ ห้ามกด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีด เพราะอาจทำให้โครงสร้างเจลเสียรูป
  • การประคบ: สามารถประคบเย็นได้หากมีอาการบวม
  • ข้อปฏิบัติอื่น: งดแต่งหน้า 24 ชม., งดความร้อน/ซาวน่า/เลเซอร์ 2 สัปดาห์, ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยสร้างคอลลาเจน

อาการข้างเคียงของ Radiesse

  • อาการทั่วไป: บวมแต่น้อยกว่า Sculptra, แดง, รอยเข็ม, อาการคันยิบๆ ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายเองได้ใน 3-7 วัน
  • อาการเฉพาะ: อาจเกิดก้อนนูนที่มองเห็นได้ หากฉีดตื้นเกินไป หรือฉีดเยอะเกินไปในจุดเดียว

Radiesse vs Sculptra ต่างกันยังไง?

Sculptra vs Radiesse เลือกอันไหนดี

แม้ทั้งคู่จะจัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันดังนี้

1. ส่วนประกอบที่แตกต่าง

  • Sculptra: ประกอบด้วย PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ในรูปแบบผง ซึ่งต้องนำมาผสมกับน้ำกลั่น (Sterile Water) ก่อนฉีด ตัวยาจึงมีความเหลวเหมือนน้ำ
  • Radiesse: ประกอบด้วย CaHA (Calcium Hydroxyapatite) 30% ในรูปแบบเม็ดบีดส์ทรงกลม และ CMC Gel 70% ตัวยาจึงมีความหนืดและคงตัวในรูปแบบ “เจล”

2. กลไกการกระตุ้นคอลลาเจน

  • Sculptra:
    • เมื่อฉีดเข้าไป ร่างกายจะส่งสัญญาณว่ามีสิ่งแปลกปลอม (PLLA)
    • ระบบภูมิคุ้มกันจะเรียกเซลล์ Macrophage มาล้อมรอบอนุภาค และดึงดูด Fibroblast ให้มาสร้างคอลลาเจนล้อมรอบอนุภาคนั้นไว้
    • เน้นสร้าง Collagen Type 1 เป็นหลัก ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ให้ความแข็งแรงแก่ผิว
  • Radiesse:
    • CMC Gel ช่วยพยุงผิวให้ฟูทันทีหลังฉีด (Immediate Volumizing)
    • CaHA Microspheres ทำหน้าที่เป็น “นั่งร้าน” (Scaffold) ให้เซลล์ Fibroblast เกาะ และกระตุ้นโดยตรงให้เซลล์เปลี่ยนร่างเป็น Myofibroblast ที่ทำงานได้ดีกว่า
    • กระตุ้นครบ 5 องค์ประกอบ: Collagen Type 1 (แข็งแรง), Type 3 (นุ่มเด้ง), Elastin (ยืดหยุ่น), Proteoglycan (ชุ่มชื้น), และหลอดเลือดเลี้ยงผิว

3. ระยะเวลาเห็นผลและผลลัพธ์

  • Sculptra:
    • หลังทำทันที: ผิวจะดูฟูจากการบวมน้ำและตัวยา แต่จะยุบลงใน 2-3 วัน
    • ผลลัพธ์จริง: เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในเดือนที่ 2-3 เป็นต้นไป ผิวจะค่อยๆ แน่นขึ้น
    • ความคงทน: อยู่ได้นาน 2 ปีขึ้นไป 
  • Radiesse:
    • หลังทำทันที: เห็นผลทันทีจากการเติมเต็มของ CMC Gel ผิวฟูขึ้น ร่องตื้นขึ้น
    • ผลลัพธ์ระยะยาว: เมื่อเจลสลายไปในช่วง 3-4 เดือน คอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ที่สร้างขึ้นจะเข้ามาแทนที่ ทำให้ผิวยังคงกระชับต่อเนื่อง
    • ความคงทน: อยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี

4. เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน?

  • Sculptra เหมาะกับ:
    • คนที่มีปัญหาผิวตอบ แก้มตอบ ขมับตอบ หรือสูญเสียไขมันบนใบหน้าเยอะๆ
    • คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้หนาและแน่นขึ้นจากภายใน
    • คนที่ไม่รีบร้อน รอผลลัพธ์ได้ และชอบความเป็นธรรมชาติแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • Radiesse เหมาะกับ:
    • คนที่ต้องการงานผิวคุณภาพ ผิวเด้ง ฉ่ำน้ำ และยืดหยุ่น
    • คนที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที ควบคู่กับการฟื้นฟูระยะยาว
    • คนที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด หรือต้องการความคมชัดร่วมด้วย เนื่องจากเนื้อเจลมีความคงตัวสูงกว่า

Radiesse vs Sculptraอันไหนดี? เลือกยังไง?

ถึงแม้ทั้งสองผลิตภัณฑ์จะสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้เหมือนกัน แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่หลักการทำงาน และผลลัพธ์ของการกระตุ้นคอลลาเจน 

  • Sculptra จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผ่านระบบภูมิคุ้มกัน สามารถกระตุ้นการสร้าง Collagen Type 1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวหน้ากระชับ เพิ่มปริมาตรผิวให้หนาตัวขึ้น ผิวแน่นยืดหยุ่น และคุณภาพผิวโดยรวมดีขึ้นได้
  • Radiesse จะเข้าไปฟื้นฟูการทำงานของไฟโบรบลาสต์โดยตรง และนำไปสู่การกระตุ้นการสร้างสารสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Collagen Type 1, Type 3, Elastin, Proteoglycan และ Angiogenesis จึงช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวโดยรวม ทำให้ผิวแน่นเฟิร์มกระชับ อิ่มฟู และผิวดูกระจ่างใสอมชมพู

การเลือกฉีดระหว่าง Radiesse หรือ Sculptra ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวไหนดีกว่ากัน แต่อยู่ที่ปัญหาผิว และความต้องการผลลัพธ์ของคุณเป็นหลัก สำหรับใครที่ไม่รู้จะเลือกกระตุ้นคอลลาเจนตัวไหนดี แนะนำให้เข้ามาพบคุณหมอที่ THE RITZ CLINIC เพื่อตรวจสภาพผิวและให้คุณหมอช่วยเลือกก็จะดีที่สุด เนื่องจากทั้งสองผลิตภัณฑ์ต่างมีคุณสมบัติในการกระตุ้นคอลลาเจนที่ดีทั้งคู่เลย

ฉีด Sculptra แล้ว ฉีด Radiesse ได้ไหม?

หากต้องการฉีด Sculptra แล้ว ฉีด Radiesse ต่อ สามารถทำได้และเป็นที่นิยม เพื่อเก็บรายละเอียดงานผิวให้สมบูรณ์แบบ แต่จะสามารถทำได้เมื่อฉีดคนละตำแหน่ง เช่น ฉีด Sculptra ที่ขมับและแก้มตอบ เพื่อเติม Volume + ฉีด Radiesse ที่กรอบหน้าและร่องแก้ม เพื่อความคมชัดและงานผิว สามารถทำพร้อมกันได้เลย

แต่หากเป็นการฉีดในตำแหน่งเดียวกัน จะไม่สามารถทำได้ครับ โดยหากฉีด Sculptra ไปแล้ว แนะนำให้เว้นระยะ 1-3 เดือน ก่อนฉีด Radiesse ทับลงไป เพื่อให้กระบวนการอักเสบของ Sculptra หายดีก่อน และเพื่อให้แพทย์ประเมินผลลัพธ์ของคอลลาเจนชุดแรกได้ชัดเจน ไม่เกิดการกระตุ้นที่มากเกินพอดี

ฉีด Radiesse หรือ Sculptra กับ Skin Booster ตัวอื่นได้ไหม?

หากต้องการฉีด Radiesse หรือ Sculptra กับ Skin Booster ตัวอื่น ๆ สามารถฉีดได้ครับ แต่ต้องมีการวางแผนลำดับการรักษาที่เหมาะสม เช่น 

  • กลุ่ม Hyaluronic Acid: เช่น Restylane Vital Light, Belotero Revive สามารถทำร่วมกันได้เพื่อเติมความชุ่มชื้นผิวชั้นตื้น ในขณะที่ Sculptra/Radiesse ทำงานในชั้นลึกและชั้นไขมัน แต่แนะนำให้เว้นระยะห่าง 2-4 สัปดาห์ เพื่อลดอาการบวม
  • กลุ่ม Exosome / Rejuran: สามารถทำควบคู่กันได้เพื่อเสริมประสิทธิภาพ โดยตัว Skin Booster จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวระดับ DNA ส่วน Biostimulator จะช่วยสร้างโครงสร้างหลัก แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูตำแหน่งการฉีดไม่ให้ซ้ำซ้อนในชั้นผิวเดียวกันมากเกินไปในครั้งเดียว

Radiesse vs Sculptraฉีดกี่วันเห็นผล อยู่ได้นานไหม?

หลังจากที่ฉีด Sculptra และ Radiesse ไปแล้ว ผิวจะได้รับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 1 – 3 เดือน และอยู่ได้นานถึง 2 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการดูแลผิว อายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Radiesse vs Sculptra

Radiesse กับ Sculptra ฉีดจุดไหนได้บ้าง?

ทั้งสองตัวเน้นฉีดในตำแหน่งที่มีการสูญเสียคอลลาเจนและไขมัน แต่มีความถนัดต่างกันเล็กน้อย

  • Sculptra จะเน้นการฉีดเพื่อเติมเต็ม และเน้นฉีดในพื้นที่ใหญ่ เช่น ขมับ, แก้มตอบ, หน้าแก้ม, ร่องน้ำหมาก, กรอบหน้า 
  • Radiesse จะเน้นงานผิวในบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ร่องแก้ม, กรอบหน้าและคาง, หลังมือ, ลำคอ และเนินอก

Radiesse กับ Sculptra ฉีดด้วยกันได้ไหม?

สามารถฉีด Sculptra และ Radiesse ร่วมกันได้ แต่จะต้องฉีดกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และเลือกบริเวณฉีดของแต่ละผลิตภัณฑ์ตามความเหมาะสม แต่ถ้าจะฉีดบริเวณเดียว ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 – 3 เดือน 

Radiesse กับ Sculptra ฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?

ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการสร้างคอลลาเจนของแต่ละบุคคล โดยเฉลี่ยแล้ว ผลลัพธ์ของการการฉีด Sculptra จะสามารถอยู่ได้นาน 2 ปี หรือสูงสุด 25 เดือน ส่วนผลลัพธ์ของการฉีด Radiesse จะอยู่ได้นาน 1-2 ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 18 เดือน 

จะเห็นได้ว่าทั้ง Sculptra และ Radiesse ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมผลลัพธ์ยังอยู่ได้นานหลายปีด้วย ใครที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ผิวไม่แข็งแรง ขาดความยืดหยุ่น แนะนำให้ลองทำหัตถการทั้งสองตัวนี้เลย เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง 2 – 3 ครั้ง รับรองว่าจะช่วยให้ผิวของคุณกลับมาอิ่มฟู เรียบเนียน และกระชับขึ้นแน่นอน

Sculptra vs Radiesse

หากสนใจ สามารถจองคิวมารับบริการที่ THE RITZ CLINIC ได้เลย ทุกเคสได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดก่อนทำ เพื่อการรักษาปัญหาผิวอย่างตรงจุดและเห็นผล รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน!

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ทีมคุณหมอพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

บทความที่น่าสนใจ

ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร? รวมวิธีแก้ยกกระชับ หน้าเด็กทันที

ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร? รวมวิธีแก้ยกกระชับ หน้าเด็กทันที

เมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่วัยเลข 3 สัญญาณแห่งวัยที่ชัดเจนที่สุดและสร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน คงหนีไม่พ้นเรื่องความเปลี่ยนแปลงของรูปหน้า จากที่เคยมีกรอบหน้าชัดเป๊ะ แก้มตึงกระชับ กลับเริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าดู “ตกลง” ตามแรงโน้มถ่วง แก้มเริ่มห้อย…
ปานโอตะ คืออะไร? รักษาหายไหม พร้อมวิธีลบเลือนให้ผิวใส

ปานโอตะ คืออะไร? รักษาหายไหม พร้อมวิธีลบเลือนให้ผิวใส

รอยปานสีเขียวเทาหรือสีน้ำเงินเข้มที่ปรากฏเด่นชัดบนใบหน้า ไม่เพียงแต่เป็นตำหนิทางผิวพรรณ แต่ยังบั่นทอนความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของใครหลายคน ปัญหา “ปานโอตะ” มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรอยช้ำ เป็นฝ้าลึก หรือเป็นรอยที่ไม่มีวันรักษาหาย ทำให้หลายคนหมดหวังและปล่อยทิ้งไว้ หรือเสียเงินจำนวนมากไปกับครีมราคาแพงแต่ผลลัพธ์กลับว่างเปล่า…
Q Switch Laser vs Pico Laser ต่างกันยังไง? แบบไหนดีกว่า

Q Switch Laser vs Pico Laser ต่างกันยังไง? แบบไหนดีกว่า

ในยุคที่เทคโนโลยีความงามก้าวหน้าไปไกล การรักษาผิวพรรณให้ขาวใสไร้จุดด่างดำไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่ยากสำหรับคนไข้คือการ “เลือก” เครื่องมือที่ใช่ที่สุด เพราะในท้องตลาดมีเลเซอร์มากมายหลายชื่อ โดยเฉพาะคู่เปรียบเทียบตลอดกาลอย่าง Q Switch Laser…

Moveo Red Laser

ราคาทดลอง 699.-

ปรึกษาฟรี
ถามหมอได้เลยครับ