Call Center : 088-892-2666
Line OA : @Theritzclinic
Open hours : 10:00 – 20:00

วิธีดูแลตัวเองและข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

9 วิธีดูแลตัวเองและข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา  ทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

การฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีการเติมเต็มร่องลึกและปรับแต่งรูปหน้าที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ช่วยแก้ไขปัญหาร่องลึก ถุงใต้ตา และรอยคล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย การดูแลตัวเองหลังฉีดและปฏิบัติตามข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

วันนี้ THE RITZ CLINIC จึงได้รวบรวมวิธีการดูแลตัวเองและข้อควรระวังหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามาให้ทุกคนได้รู้และปฏิบัติตามเพื่อความปลอดภัยกันค่ะ

ควรดูแลตัวเองอย่างไร หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามีความสำคัญอย่างมาก เพราะบริเวณรอบดวงตาเป็นผิวที่บอบบางและมีเส้นเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก การดูแลที่ถูกต้องและปฏิบัติตามข้อควรทำและข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดอาการบวมช้ำ ลดการเกิดฟิลเลอร์เป็นก้อน และช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามตามที่ต้องการได้

9 วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

มาดูกันว่ามีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรบ้างหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. ประคบเย็น

การประคบเย็นเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำทันทีหลังฉีดและทำต่อเนื่องใน 24-48 ชั่วโมงแรก โดยประคบครั้งละ 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการบวม ลดการช้ำ และบรรเทาความไม่สบาย แต่ควรระวังไม่ให้น้ำแข็งสัมผัสผิวโดยตรง และไม่ควรประคบนานเกินไป

2. หนุนหมอนสูง

ควรนอนหนุนหมอนสูงประมาณ 30-45 องศาในช่วง 3-5 วันแรก เพื่อช่วยลดอาการบวมและการคั่งของของเหลว การนอนในท่านี้จะช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ทำให้อาการบวมยุบเร็วขึ้น และช่วยให้ฟิลเลอร์กระจายตัวได้ดี

3. งดสัมผัสหรือกดบริเวณที่ฉีด

หลีกเลี่ยงการสัมผัส นวด หรือกดบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ควรทำความสะอาดใบหน้าอย่างเบามือ และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ต้องนวดหรือกดแรง ๆ

4. งดกิจกรรมที่ต้องโดนความร้อนทุกชนิด

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ต้องสัมผัสกับความร้อนทุกชนิดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เช่น การอบซาวน่า อาบน้ำร้อน ทำทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อน การโดนแดด เพราะความร้อนอาจทำให้เกิดการอักเสบ บวม หรือทำให้ฟิลเลอร์กระจายตัวไม่สม่ำเสมอได้ และควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติในการทำความสะอาดใบหน้า

5. งดออกกำลังกายหนัก

งดการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการบวมมากขึ้น และอาจทำให้เกิดรอยช้ำได้ง่าย สามารถเดินเบา ๆ หรือทำกิจกรรมเบา ๆ ได้

6. งดดื่มแอลกอฮอล์

งดดื่มแอลกอฮอล์

งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังฉีด เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำและอาการบวม นอกจากนี้ยังอาจส่งผลทำให้แผลหายช้าและส่งผลต่อการกระจายตัวของฟิลเลอร์

7. ทาครีมกันแดด SPF50+ ทุกวัน

ป้องกันผิวจากแสงแดดด้วยครีมกันแดด SPF50+ ทุกวัน แม้อยู่ในร่ม เพราะแสงแดดอาจทำให้เกิดการอักเสบและส่งผลต่อการทำงานของฟิลเลอร์ได้ ควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงหากต้องอยู่กลางแจ้ง และสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันเพิ่มเติม

8. ดื่มน้ำเยอะๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ

ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเพื่อช่วยในการขับสารพิษและลดการอักเสบ พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง และช่วยลดอาการบวมได้เร็วขึ้น

9. หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมาก ช้ำผิดปกติ ให้รีบปรึกษาแพทย์

สังเกตอาการผิดปกติหลังฉีด เช่น บวมมากผิดปกติ ช้ำรุนแรง ปวดมาก คัน หรือมีก้อนแข็ง หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อรับการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

ข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

นอกจากการดูแลตัวเองแล้ว ยังมีข้อห้ามที่ควรหลีกเลี่ยงหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอีก ได้แก่

  • ห้ามแต่งหน้าหรือใช้เครื่องสำอางในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
  • ห้ามนวดหรือขัดผิวบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • ห้ามทำทรีตเมนต์ที่ใช้คลื่นความร้อนหรือพลังงานต่าง ๆ เช่น อัลตร้าซาวด์ เลเซอร์ อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • ห้ามรับประทานยาต้านการอักเสบหรือยาละลายลิ่มเลือดในช่วง 48 ชั่วโมงแรก

สรุปบทความ

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำและข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย ทั้งนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานขึ้น หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ก็สามารถทักเข้ามาขอคำปรึกษากับทีมแพทย์ผู้ชำนาญการที่ THE RITZ CLINIC ได้ตลอดเลยนะคะ

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เจ้าหน้าที่ทางคลินิกเราพร้อมให้คำแนะนำ และคำปรึกษาอย่างจริงใจ ด้วยทีมคุณหมอที่พร้อมให้การดูแลทุกเคสอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

บทความที่น่าสนใจ

ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร? รวมวิธีแก้ยกกระชับ หน้าเด็กทันที

ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร? รวมวิธีแก้ยกกระชับ หน้าเด็กทันที

เมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่วัยเลข 3 สัญญาณแห่งวัยที่ชัดเจนที่สุดและสร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน คงหนีไม่พ้นเรื่องความเปลี่ยนแปลงของรูปหน้า จากที่เคยมีกรอบหน้าชัดเป๊ะ แก้มตึงกระชับ กลับเริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าดู “ตกลง” ตามแรงโน้มถ่วง แก้มเริ่มห้อย…
ปานโอตะ คืออะไร? รักษาหายไหม พร้อมวิธีลบเลือนให้ผิวใส

ปานโอตะ คืออะไร? รักษาหายไหม พร้อมวิธีลบเลือนให้ผิวใส

รอยปานสีเขียวเทาหรือสีน้ำเงินเข้มที่ปรากฏเด่นชัดบนใบหน้า ไม่เพียงแต่เป็นตำหนิทางผิวพรรณ แต่ยังบั่นทอนความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของใครหลายคน ปัญหา “ปานโอตะ” มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรอยช้ำ เป็นฝ้าลึก หรือเป็นรอยที่ไม่มีวันรักษาหาย ทำให้หลายคนหมดหวังและปล่อยทิ้งไว้ หรือเสียเงินจำนวนมากไปกับครีมราคาแพงแต่ผลลัพธ์กลับว่างเปล่า…
Q Switch Laser vs Pico Laser ต่างกันยังไง? แบบไหนดีกว่า

Q Switch Laser vs Pico Laser ต่างกันยังไง? แบบไหนดีกว่า

ในยุคที่เทคโนโลยีความงามก้าวหน้าไปไกล การรักษาผิวพรรณให้ขาวใสไร้จุดด่างดำไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่ยากสำหรับคนไข้คือการ “เลือก” เครื่องมือที่ใช่ที่สุด เพราะในท้องตลาดมีเลเซอร์มากมายหลายชื่อ โดยเฉพาะคู่เปรียบเทียบตลอดกาลอย่าง Q Switch Laser…

Moveo Red Laser

ราคาทดลอง 699.-

ปรึกษาฟรี
ถามหมอได้เลยครับ