Call Center : 088-892-2666
Line OA : @Theritzclinic
Open hours : 10:00 – 20:00

แก้ปัญหาโหนกแก้มไม่เท่ากัน ด้วยฟิลเลอร์ร่องแก้ม

แก้ปัญหาโหนกแก้มไม่เท่ากัน ด้วยฟิลเลอร์ร่องแก้ม

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

โหนกแก้มไม่เท่ากัน เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหันหน้าตรง หันข้าง ถ่ายรูป หรือแม้แต่การพูดคุยกับผู้คนก็อาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ จนเสียบุคลิกได้ แต่ในปัจจุบันนี้มีหัตถการเทคโนโลยีความงามที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมาช่วยแก้ปัญหานี้ให้คุณแล้วนั่นก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ช่วยปรับรูปหน้าให้สวยปังอย่างไร้ที่ติ สามารถติดตามรายละเอียดต่าง ๆ ไปพร้อมกันได้ในบทความนี้

โหนกแก้มไม่เท่ากันเกิดจากอะไรได้บ้าง

โหนกแก้มไม่เท่ากัน เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  • กรรมพันธุ์ หากพ่อแม่หรือคนในครอบครัว มีลักษณะใบหน้าที่เบี้ยวแต่เดิมอยู่แล้ว ก็มีโอกาสที่จะได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรมส่งผลให้มีกระดูกหน้าไม่เท่ากันมาตั้งแต่กำเนิดได้
  • การเจริญเติบโตของกระดูก ยิ่งอายุที่เพิ่มมากขึ้น มีโอกาสทำให้การเจริญเติบโตของกระดูกบางส่วนหยุดเติบโต ส่งผลให้ใบหน้าเกิดความไม่สมดุล สังเกตได้จากแก้มไม่เท่ากันนั่นเอง
  • การใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่พบบ่อยจะเป็นการนอนตะแคงข้างเดียว เคี้ยวอาหารซ้ำ ๆ ข้างเดียว หรือบางรายเท้าคางบ่อยและเป็นเวลานาน ส่งผลให้ใบหน้าค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนไปได้เช่นกัน
  • การสะสมของไขมัน เกิดจากไขมันสะสมของแก้มแต่ละข้างไม่เท่ากัน แก้มจะใหญ่และเล็กต่างกัน จะทำให้ขนาดใบหน้าดูไม่สมดุลกันได้
  • ทันตกรรม เช่น การใส่ฟันปลอม การเคลือบฟัน ถอนฟัน หรือแม้แต่การจัดฟัน ก็ล้วนมีโอกาสที่จะทำให้หน้าดูไม่สมส่วน
  • โรคบางชนิด ที่พบบ่อยจะเป็นโรคคอเอียงและโรคปากเบี้ยว ในกรณีนี้จะทำให้หน้าดูเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด 
  • อุบัติเหตุ การเกิดอุบัติเหตุ การได้รับบาดเจ็บบนใบหน้า จะส่งผลให้ใบหน้าเบี้ยวและโหนกแก้มไม่เท่ากันได้
  • การผ่าตัดศัลยกรรม การรักษาด้วยเทคนิคต่าง ๆ ทางการแพทย์ เช่น การผ่าตัดโครงหน้า หากทำกับแพทย์ที่ไม่ชำนาญ ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้โหนกแก้มไม่เท่ากันได้

แก้ปัญหาโหนกแก้มไม่เท่ากัน ด้วยฟิลเลอร์ร่องแก้ม

สังเกตยังไงว่าโหนกแก้มของเราเท่ากันมั้ย

หลาย ๆ คนอาจยังไม่รู้ว่าตนเองมีโหนกแก้มไม่เท่ากัน เพราะไม่ได้สังเกตใบหน้าตัวเองเท่าไหร่นัก ว่าใบหน้าดูไม่สมมาตรกัน แก้มไม่เท่ากัน หรือใบหน้าไม่ได้สัดส่วน แต่สำหรับใบหน้าของบางคนก็อาจสังเกตเห็นได้ยาก เนื่องจากมีความไม่เท่ากันเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น 

ซึ่งวิธีสังเกตง่าย ๆ ไม่ยากเลยคือ ให้สังเกตตนเองโดยการมองกระจกด้วยใบหน้าตรง หรือถ่ายรูปตนเองหน้าตรง สังเกตได้จากตำแหน่งอวัยวะต่าง ๆ บนใบหน้าว่าเบี้ยวหรือไม่ เช่น แก้มไม่เท่ากัน กรามไม่เท่ากัน คางเบี้ยว และปากเบี้ยว เป็นต้น 

ทั้งนี้การที่โหนกแก้มไม่เท่ากันนั้นเกิดได้หลายสาเหตุ หากเกิดจากการยุบตัวของกล้ามเนื้อและกระดูกบนใบหน้า ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตราย แต่หากพบอาการบาดเจ็บและอาการไม่ปกติอื่น ๆ ร่วมด้วยจะต้องรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยต่อไป 

โหนกแก้มไม่เท่ากันแก้ไขได้ด้วยฟิลเลอร์

สำหรับท่านใดที่มีปัญหาโหนกแก้มไม่เท่ากันที่เกิดจากการยุบตัวของกระดูกบริเวณใต้ตา ส่งผลให้เนื้อแก้มส่วนบนเริ่มหย่อนลงมากองเหนือร่องแก้ม เกิดเป็นร่องแก้มลึกขึ้น หรือมีการยุบตัวของกระดูกบริเวณร่องแก้ม ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ให้ใบหน้าฝั่งที่ยุบตัว ได้รับการเติมเต็มโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด นอกจากนี้การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ยังช่วยแก้ปัญหาโหนกแก้มไม่เท่ากัน จากอีกหลายสาเหตุดังนี้

  • ช่วยแก้ปัญหาแก้มตอบ ที่ทำให้โหนกแก้มไม่เท่ากัน โดยจะฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มบริเวณที่มีร่องลึกหรือมีเนื้อแก้มน้อย ให้ใบหน้าเติมเต็มขึ้นมาสมมาตรกันทั้งสองฝั่ง
  • ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มจากกระดูกใต้ตายุบตัวลง จะใช้การเติมฟิลเลอร์ใต้ตาและฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้ม ช่วยยกผิวเหนือชั้นกระดูก แล้วดึงโครงสร้างผิวโดยรวมให้เต่งตึงขึ้น ส่งผลให้เนื้อแก้มที่เคยกองอยู่เหนือร้องแก้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นก้อนน้อยลง ร่องแก้มตื้นขึ้นดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ 
  • ช่วยแก้ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันจากร่องแก้มลึก ที่เกิดจากกระดูกในส่วนร่องแก้มยุบลง จะใช้การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มให้คนไข้ โดยฉีดเข้าไปในชั้นกระดูกใต้กล้ามเนื้อเพื่อให้รูปหน้าให้เท่ากัน 

ฟิลเลอร์ถือเป็นหัตถการที่เห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วหลังทำ ไม่ต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้น แต่ในระยะแรกอาจมีอาการบวมแดงบ้างเล็กน้อย

การดูแลตัวเองก่อนและหลังฉีดฟิลเลอร์

การดูแลตัวเองก่อนและหลังฉีดฟิลเลอร์

การดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ มีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยลดการระคายเคือง การอักเสบ การอักเสบ หรือปัญหาฟิลเลอร์ไหลได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง เราไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรที่ต้องเตรียมบ้าง

การดูแลตัวเองก่อนฉีดฟิลเลอร์

  • งดยาในกลุ่มแอสไพริน NSAIDs และวิตามินต่าง ๆ เช่น Vitamin E, Fish Oil, Ginkgo biloba เป็นต้น ระยะเวลาประมาณ 7-14 วันก่อนทำหัตถการ 
  • งดการใช้สกินแคร์ชนิดผลัดเซลล์ผิว เช่น BHA AHA เป็นระยะเวลาประมาณ 1-3 วัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวขณะทำหัตถการได้
  • งดหัตถการบนใบหน้า เช่น ทำเลเซอร์ต่าง ๆ ก่อนการฉีดฟิลเลอร์
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เนื่องจากจะทำให้ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด และเส้นเลือดจะขยายตัว จนก่อให้เกิดอาการบวมและช้ำนาน เป็นระยะเวลาประมาณ 1-3 วันก่อนทำหัตถการ

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด เนื่องจากจะทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปทรงหรือบางรายถึงขั้นเกิดการเคลื่อนที่ของฟิลเลอร์ที่ฉีดได้ 
  • ประคบน้ำแข็ง หลังฉีด 6 ชั่วโมงด้วยความเบามือ เนื่องจากหลังฉีดอาจมีอาการบวมแดงขึ้น
  • ไม่ทำความสะอาดหน้ารุนแรงและหลีกเลี่ยงใช้สกินแคร์ผลัดเซลล์ผิวหลังทำหัตถการอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ 
  • งดออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังทำ

โหนกแก้มไม่เท่ากันแก้ไขได้ด้วยฟิลเลอร์

สรุปบทความ

โหนกแก้มไม่เท่ากัน เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธุ์ การเจริญเติบโตของกระดูก การใช้ชีวิตประจำวัน การสะสมของไขมัน เป็นต้น สามารถสังเกตตนเองได้ง่าย ๆ โดยการถ่ายรูปหรือยืนหน้ากระจกด้วยใบหน้าตรง ซึ่งในปัจจุบันนี้สามารถปรับรูปหน้าให้เท่ากันได้แล้ว ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นวิธีนี้ยอดนิยมและปลอดภัย เห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำ ไม่ต้องพักฟื้น แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการจะต้องมีการปฏิบัติก่อนและหลังฉีดฟิลเลอร์ให้ถูกต้อง เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ และปลอดภัยต่อผู้รับบริการเอง

บทความที่น่าสนใจ

Personalized Vitamin จัดวิตามินและสารอาหารเฉพาะบุคคล

Personalized Vitamin จัดวิตามินและสารอาหารเฉพาะบุคคล

เติมเต็มการดูแลสุขภาพในแต่ละวัน ด้วยการเลือกวิตามินและสารอาหารอย่างใส่ใจ ทั้งชนิด ปริมาณ และช่วงเวลารับประทาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย

Personalized Vitamin คืออะไร?

Personalized Vitamin คือวิตามินและสารอาหารสำหรับรับประทานที่แพทย์ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาผลตรวจเลือด (link ไปหน้าเจาะเลือด) ร่วมกับข้อมูลสุขภาพ เพื่อเลือกเสริมสิ่งที่พบว่าขาดหรือมีระดับไม่เพียงพอ พร้อมติดตามผลและปรับแผนตามความเหมาะสม

แพทย์จะพิจารณาชนิด ปริมาณ และช่วงเวลารับประทานจากผลตรวจและความต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อให้การเสริมวิตามินมีเป้าหมายชัดเจน และเป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน

การเลือกวิตามิน เริ่มต้นจากข้อมูลสุขภาพของคุณ

Personalized Vitamin เหมาะกับใคร?

เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการให้แพทย์ใช้ผลตรวจเลือดและข้อมูลสุขภาพประกอบการวางแผนเสริมวิตามินและสารอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่ตรวจพบภาวะขาดหรือมีระดับสารอาหารไม่เพียงพอ

ความเหมาะสมของการรับบริการ รวมถึงชนิดและปริมาณที่ควรรับประทาน ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ในแต่ละบุคคล

แผนดูแลที่ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

แพ็กเกจ Personalized Vitamin มีระยะเวลาการดูแลให้เลือก 1, 3 หรือ 6 เดือน

มีการจัดปริมาณวิตามินสำหรับรับประทานเป็น วันละ 5, 6 หรือ 7 แคปซูล โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาปริมาณที่เหมาะสมจากผลตรวจเลือด ภาวะขาดวิตามินและสารอาหาร รวมถึงความต้องการด้านสุขภาพของคุณ

ระหว่างการดูแล แพทย์จะติดตามผลและทบทวนแผน เพื่อให้การรับประทานวิตามินสอดคล้องกับภาวะสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

จากผลตรวจ สู่แผนวิตามินเฉพาะคุณ

THE RITZ WELLNESS แพทย์จะวิเคราะห์ผลตรวจเลือด ร่วมกับประวัติสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายของคุณ เพื่อเลือกวิตามินและสารอาหาร พร้อมกำหนดปริมาณและช่วงเวลารับประทานที่เหมาะสม นำไปสู่แผนดูแลเฉพาะบุคคลที่ปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน พร้อมติดตามผลและปรับแผนตามความจำเป็น

เตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับบริการ?

ควรเตรียมผลตรวจสุขภาพที่ผ่านมา ประวัติโรคประจำตัว รวมถึงรายการยา วิตามิน และอาหารเสริมที่ใช้อยู่ เพื่อให้แพทย์มีข้อมูลประกอบการประเมินและวางแผนดูแล

สามารถติดต่อทีมดูแลเพื่อสอบถามรายละเอียดก่อนนัดรับบริการได้

คำถามที่พบบ่อย

1.ทุกคนได้รับวิตามินเหมือนกันหรือไม่?

ชนิดและปริมาณวิตามินขึ้นอยู่กับผลตรวจเลือด ข้อมูลสุขภาพ และความต้องการของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแผนที่เหมาะสม

2.ต้องตรวจเลือดก่อนหรือไม่?

แนวทาง Personalized Vitamin ของ THE RITZ ใช้ผลตรวจเลือด ร่วมกับข้อมูลสุขภาพประกอบการออกแบบแผน แพทย์จะพิจารณาการตรวจที่เหมาะสมก่อนกำหนดวิตามินและสารอาหารสำหรับคุณ

3.ต้องรับประทานวันละกี่แคปซูล?

ปริมาณสำหรับแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับการประเมินและคำแนะนำของแพทย์

4.มีระยะเวลาการดูแลให้เลือกอย่างไร?

มีแพ็กเกจ 1, 3 และ 6 เดือน สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกแผนที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณ

5.Personalized Vitamin ต่างจาก Personalized IV Therapy อย่างไร?

Personalized Vitamin เป็นวิตามินและสารอาหารสำหรับรับประทาน ส่วน Personalized IV Therapy เป็นการนำวิตามินและสารอาหารเข้าสู่ร่างกายโดยตรงผ่านการดริป แพทย์จะพิจารณาแนวทางตามข้อมูลสุขภาพและความจำเป็นของแต่ละบุคคล

ใส่ใจสุขภาพของคุณในทุกวัน

ให้การรับประทานวิตามินเป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลที่พิจารณาจากข้อมูลสุขภาพ พร้อมคำแนะนำและการติดตามโดยแพทย์ผ่าน Personalized Vitamin ที่ THE RITZ WELLNESS

Personalized IV Therapy สูตร IV Therapy ที่ออกแบบเฉพาะคุณ

Personalized IV Therapy สูตร IV Therapy ที่ออกแบบเฉพาะคุณ

เติมเต็มการดูแลสุขภาพด้วยวิตามินและสารอาหาร สูตรที่ออกแบบเฉพาะคุณ พร้อมการวางแผนและติดตามโดยแพทย์ในทุกขั้นตอน

Personalized IV Therapy คืออะไร?

Personalized IV Therapy  คือการนำวิตามินและสารอาหารเข้าสู่ร่างกายโดยตรงผ่านการดริป ด้วยสูตรที่แพทย์ออกแบบจากผลตรวจสุขภาพ ประวัติสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายในการดูแล พร้อมติดตามผลและปรับแผนตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

สูตรวิตามินดริป ออกแบบจากข้อมูลอะไรบ้าง?

Personalized IV Therapy เหมาะกับใคร?

เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างตรงจุดและแม่นยำ โดยการนำข้อมูลสุขภาพมาใช้ประกอบการวางแผนดูแลด้วยวิตามินดริป ภายใต้การประเมินและคำแนะนำของแพทย์ก่อนรับบริการ

สำหรับผู้ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ แพทย์สามารถนำผลตรวจมาพิจารณาร่วมกับประวัติสุขภาพและเป้าหมาย เพื่อประเมินว่า Personalized IV Therapy เหมาะเป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลหรือไม่

แผนการดูแลที่เลือกได้ตามความเหมาะสม

แพ็กเกจ Personalized IV Therapy มีจำนวนการรับบริการให้เลือก 4, 12 และ 24 ครั้ง

แพทย์จะพิจารณาสูตรและความถี่ในการรับบริการตามภาวะสุขภาพและความต้องการของแต่ละบุคคล พร้อมทบทวนแผนระหว่างการดูแลอย่างต่อเนื่อง

สามารถสอบถามทีมดูแลเกี่ยวกับรายละเอียดแพ็กเกจและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจรับบริการ

จากผลตรวจ สู่สูตรวิตามินดริปเฉพาะคุณ

THE RITZ WELLNESS แพทย์จะวิเคราะห์ผลตรวจเลือด ร่วมกับประวัติสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายของคุณ เพื่อเลือกส่วนประกอบและออกแบบสูตรวิตามินดริป พร้อมกำหนดความถี่ในการรับบริการให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยติดตามผลและปรับแผนตามการตอบสนองของร่างกายอย่างต่อเนื่อง

เตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับบริการ?

กรุณาติดต่อทีมดูแลเพื่อรับคำแนะนำก่อนนัดหมาย และเตรียมข้อมูลประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ รวมถึงผลตรวจสุขภาพที่ผ่านมา

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินและวางแผนดูแลได้สอดคล้องกับภาวะสุขภาพของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

1.ทุกคนได้รับสูตรวิตามินเหมือนกันหรือไม่?

แพทย์พิจารณาส่วนประกอบและสูตรจากผลตรวจ ภาวะสุขภาพ และความต้องการของแต่ละบุคคล สูตรที่ใช้จึงขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

2.ต้องตรวจเลือดก่อนหรือไม่?

การทำ Personalized IV Therapy ของ THE RITZ Wellness  จะใช้ผล Vitality Blood Check หรือ ผลเลือด ร่วมกับข้อมูลสุขภาพประกอบการออกแบบสูตร โดยแพทย์จะพิจารณาการตรวจที่เหมาะสมก่อนวางแผนดูแล

3.ต้องรับบริการบ่อยแค่ไหน?

ความถี่ขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพ เป้าหมาย และการตอบสนองของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแผนที่เหมาะสม

4.มีแพ็กเกจให้เลือกกี่ครั้ง?

มีแพ็กเกจ 4, 12 และ 24 ครั้ง สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกแผนและความถี่ที่เหมาะกับคุณ

5.Personalized IV Therapy ต่างจาก Personalized Vitamin อย่างไร?

Personalized IV Therapy นำวิตามินและสารอาหารเข้าสู่ร่างกายโดยตรงผ่านการดริป ส่วน Personalized Vitamin  เป็นวิตามินและสารอาหารสำหรับรับประทาน แพทย์จะพิจารณาแต่ละแนวทางตามข้อมูลสุขภาพและความจำเป็นของคุณ

เริ่มต้นจากความเข้าใจ สู่การดูแลเฉพาะคุณ

นำข้อมูลสุขภาพมาเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแล พร้อมให้แพทย์พิจารณาสูตรวิตามินดริปที่เหมาะสมกับคุณผ่าน Personalized IV Therapy ที่ THE RITZ WELLNESS

Vitality DNA Code เข้าใจรหัสพันธุกรรม เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะคุณ

Vitality DNA Code เข้าใจรหัสพันธุกรรม เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพเฉพาะคุณ

การทำความเข้าใจข้อมูลจาก DNA ช่วยให้คุณรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น เพื่อนำไปประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพที่เหมาะกับคุณในระยะยาว

Vitality DNA Code คืออะไร?

Vitality DNA Code คือ คือโปรแกรมตรวจวิเคราะห์แนวโน้มทางพันธุกรรมจากตัวอย่างน้ำลาย เพื่อทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของร่างกาย เช่นด้านผิวพรรณ โภชนาการ การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย 

ผลการตรวจแสดงแนวโน้มทางพันธุกรรมในด้านต่าง ๆ เพื่อให้แพทย์นำมาพิจารณาร่วมกับประวัติสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และเป้าหมายของคุณ ก่อนให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพและปรับไลฟ์สไตล์อย่างเหมาะสม

ข้อมูลจาก DNA ช่วยให้เข้าใจอะไรเกี่ยวกับตัวคุณ?

ข้อมูลต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ DNA ซึ่งยังครอบคลุมด้านอื่น ๆ ตามแพ็กเกจที่เลือก

Vitality-DNA-Code

ผิวพรรณและความงาม

สำรวจแนวโน้มทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับผิวพรรณ เช่น การเกิดริ้วรอย จุดด่างดำ กระ สิว และความไวต่อแสงแดด เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแนวทางดูแลผิวเฉพาะบุคคล

สารอาหารและโภชนาการ

ทำความเข้าใจแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับวิตามิน แร่ธาตุ ความไวต่ออาหารบางประเภท และพฤติกรรมการบริโภค เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบคำแนะนำด้านโภชนาการร่วมกับข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

การควบคุมน้ำหนัก

สำรวจข้อมูลทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำหนักและการตอบสนองต่อแนวทางควบคุมน้ำหนัก เช่น รูปแบบอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อประกอบการวางแผนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ

การออกกำลังกายและการฟื้นตัว

ทำความเข้าใจแนวโน้มด้านสมรรถภาพ ความแข็งแรง ความทนทาน และการฟื้นตัวหลังออกกำลังกาย เพื่อใช้ประกอบการวางแนวทางดูแลให้เหมาะกับรูปแบบกิจกรรมของแต่ละบุคคล

การนอนหลับและไลฟ์สไตล์

สำรวจแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนหลับ การจัดการความเครียด และลักษณะเฉพาะบางด้าน เพื่อประกอบการทำความเข้าใจพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของคุณ

แนวโน้มความเสี่ยงด้านสุขภาพ

รับข้อมูลแนวโน้มทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงสุขภาพตามแพ็กเกจที่เลือก โดยแพทย์จะอธิบายผลและพิจารณาร่วมกับข้อมูลสุขภาพของแต่ละบุคคล

เลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับสิ่งที่คุณต้องการดูแล

Vitality DNA Code มีให้เลือก 2 แพ็กเกจ โดยมีขอบเขตการวิเคราะห์แตกต่างกัน

1.DNA Skin Test
เข้าใจแนวโน้มด้านผิวพรรณ พร้อมข้อมูลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้อง

DNA skin test

แพ็กเกจตรวจ 13 รายการ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจแนวโน้มด้านผิวพรรณ เช่น การเกิดริ้วรอยและสิว พร้อมข้อมูลด้านอื่นๆ เช่น  วิตามินและแร่ธาตุ โภชนาการ การออกกำลังกาย การดูแลน้ำหนัก การนอนหลับ ภูมิแพ้ และหมวดอื่น ๆ ตามรายการของแพ็กเกจ

ข้อมูลจากการตรวจนำมาใช้ประกอบการวางแนวทางดูแลผิวและสุขภาพร่วมกับแพทย์ โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล

2.Premium DNA Test
สำรวจข้อมูลพันธุกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

แพ็กเกจตรวจ 28 รายการ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจแนวโน้มทางพันธุกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ในขอบเขตที่กว้างขึ้น

แพทย์จะช่วยอธิบายข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายสุขภาพของคุณ เพื่อนำไปประกอบการวางแผนดูแลตนเองในระยะยาว

จากรหัสพันธุกรรม สู่เส้นทางดูแลสุขภาพของคุณ 

THE RITZ WELLNESS การดูแลเริ่มต้นจากการรับฟังสิ่งที่คุณต้องการ ประเมินประวัติสุขภาพ และทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์ ก่อนเลือกการตรวจที่เหมาะสม

เมื่อได้รับผลตรวจ แพทย์จะอธิบายข้อมูลและพิจารณาร่วมกับบริบทสุขภาพของคุณ เพื่อนำไปประกอบคำแนะนำด้านการดูแลผิว โภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิต รวมถึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลสุขภาพหรือตรวจเพิ่มเติมหรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

1.การตรวจใช้ตัวอย่างอะไร?

Vitality DNA Code ใช้ตัวอย่างน้ำลายสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มทางพันธุกรรม โดยทีมดูแลจะแนะนำขั้นตอนการเก็บตัวอย่างก่อนรับบริการ

2.DNA Skin Test กับ Premium DNA Test ต่างกันอย่างไร?

DNA Skin Test มี 13 รายการ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจแนวโน้มด้านผิวพรรณ พร้อมข้อมูลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้อง ส่วน Premium DNA Test มี 28 รายการ โดยเพิ่มขอบเขตการวิเคราะห์ด้านสุขภาพและข้อมูลทางพันธุกรรมอื่น ๆ

3.ตรวจ DNA ต่างจากตรวจเลือดอย่างไร?

Vitality DNA Code มุ่งวิเคราะห์แนวโน้มทางพันธุกรรม ส่วน Vitality Blood Check ประเมินตัวชี้วัดสุขภาพจากเลือดตามโปรแกรมที่เลือก แพทย์จะพิจารณาว่าข้อมูลใดเหมาะกับความต้องการและเป้าหมายสุขภาพของคุณ

4.ต้องเตรียมตัวอย่างไร และใช้เวลารอผลนานเท่าไร?

กรุณาสอบถามทีมดูแลเกี่ยวกับการเตรียมตัว ขั้นตอนเก็บตัวอย่าง และระยะเวลารอผลก่อนนัดรับบริการ

เข้าใจตัวคุณมากขึ้น เริ่มต้นวางแผนดูแลอย่างเหมาะสม

ค้นพบข้อมูลทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของคุณ พร้อมให้แพทย์ช่วยอธิบายผลและวางแนวทางดูแลเฉพาะบุคคลกับ THE RITZ WELLNESS

Moveo Red Laser

ราคาทดลอง 699.-

ปรึกษาฟรี
ถามหมอได้เลยครับ