
เทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยความเย็น หรือ CoolSculpting เป็นการกำจัดไขมันที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ แต่สำหรับในประเทศไทย เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้างแล้ว แต่อาจยังสงสัยว่ามันคืออะไร ทำงานอย่างไร ลดไขมันด้วยความเย็นได้ผลจริงหรือเปล่า วันนี้เรามีคำตอบมาไขข้อข้องใจให้ทุกท่าน พร้อมแนะนำการเลือกคลินิกทำ CoolSculpting ให้ปลอดภัยและคุ้มค่า
CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็นคืออะไร?
CoolSculpting คือ การสลายไขมันส่วนเกินในร่างกาย เช่น สลายไขมันหน้าท้อง ต้นแขน ขา เป็นต้น โดยใช้หลักการ “Cryolipolysis” หรือการใช้ความเย็นที่อุณหภูมิประมาณ -11 องศาเซลเซียส แช่แข็งเซลล์ไขมันที่อยู่ใต้ชั้นผิว และใช้การนวดเพื่อให้เซลล์ไขมันตาย ก่อนจะถูกร่างกายขับออกมาตามธรรมชาติ โดยเป็นการกำจัดเฉพาะส่วนที่เป็นไขมันเท่านั้น ไม่กระทบต่อเซลล์หรือเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง
หลักการทำงานของ CoolSculpting
เมื่อเริ่มทำ CoolSculpting เครื่องจะดูดไขมันเข้าไปในหัวดูดและส่งความเย็นไปที่ชั้นไขมัน ความเย็นจะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในชั้นไขมันที่อยู่ลึกลงไป ทำให้เซลล์ไขมันแข็งตัว หลังจากนั้นจะค่อย ๆ หายไปและลดตัวลง ก่อนจะถูกกำจัดออกจากร่างกายแบบธรรมชาติ ผ่านระบบน้ำเหลืองของร่างกาย โดยเซลล์ไขมันที่ถูกกำจัดไปจะหายไปอย่างถาวร ส่วนเซลล์ไขมันที่เหลือจะเรียงตัวใหม่ทำให้ชั้นไขมันบางลง ส่งผลให้รูปร่างกระชับและสมส่วนมากขึ้น
เทคโนโลยีนี้ จะอาศัยคุณสมบัติของเซลล์ไขมันที่ไวต่ออุณหภูมิมากกว่าเซลล์ชนิดอื่น ๆ เมื่อโดนความเย็นที่อุณหภูมิประมาณ -11 องศา ไขมันจะค่อย ๆ ถูกทำลายและตายไป ในขณะที่ผิวหนัง เซลล์กล้ามเนื้อรอบข้าง ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ
สลายไขมันด้วยความเย็น กับ ดูดไขมัน ต่างกันอย่างไร
หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าการสลายไขมันกับการดูดไขมัน (Liposuction) เหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันดังนี้
- การสลายไขมันด้วยความเย็น ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่มีแผล เหมาะสำหรับการลดไขมันเฉพาะส่วนตามร่างกาย และปริมาณไขมันที่ไม่เยอะเท่ากับการดูดไขมัน
- การดูดไขมัน ต้องผ่าตัด มีการดมยาสลบ และมีแผลเล็ก ๆ ต้องนอนพักฟื้นหลังทำ จุดเด่นคือสามารถลดไขมันได้ปริมาณมากในครั้งเดียว เหมาะสำหรับการกำจัดไขมันบริเวณที่กว้างกว่า
CoolSculpting จุดไหนได้บ้าง?

สามารถสลายไขมันได้หลายบริเวณ ดังนี้
- ปีกหลัง
- ต้นแขน
- รอบเอว
- ขานอกและขาใน
- เหนือเข่า
- ใต้ก้น
- หน้าท้องบนและล่าง
- นมน้อย (ใต้รักแร้)
- เหนียง
โดยบริเวณต่าง ๆ จะใช้หัวดูดไขมันที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับส่วนที่จะเลือกทำตามร่างกาย
ข้อดีของการทำ CoolSculpting

- กำจัดเซลล์ไขมันเฉพาะจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เซลล์ไขมันจะถูกทำลายมากถึง 24-27% ต่อครั้ง
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีความเสี่ยงจากการดมยา และไม่ต้องพักฟื้น
- ไม่ทำอันตรายต่อผิวหนังชั้นนอก โดยเครื่องจะหยุดทำงานทันทีที่ความเย็นในผิวชั้นบนมากเกินไป
- ไม่ทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง
- ไม่เกิดพังผืดใต้ผิวหนัง
- สัดส่วนกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ข้อเสียของการทำ CoolSculpting
ข้อเสียของการทำ CoolSculpting มีดังนี้
- รู้สึกตึงรั้งและชาเล็กน้อยระหว่างที่ทำ เนื่องจากได้รับความเย็นและแรงดูดจากเครื่อง
- มีการอาการระบม คัน และมีรอยแดงช้ำบริเวณผิวหนังเล็กน้อย จากนั้นจะค่อย ๆ หายไป
- หากมีค่า BMI ที่สูงเกินไป อาจทำให้การสลายไขมันไม่เห็นผลชัดเจน
การทำ CoolSculpting เหมาะกับใคร?

- ผู้ที่ต้องการลดสัดส่วน
- ผู้ที่ต้องการกำจัดไขมันส่วนเกิน แต่ไม่อยากทำการดูดไขมัน
- ผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
- ผู้ที่กลัวเลือด กลัวเข็ม ไม่อยากผ่าตัด
- ผู้ที่มีข้อจำกัดในการผ่าตัด หรือดมยาสลบ
- ผู้ที่ไม่มีเวลาพักฟื้นหลังจากรักษา
- ผู้ที่ต้องการใช้รูปร่างอย่างเร่งด่วน
- ผู้ที่ผ่านการลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นมาแล้ว แต่สัดส่วนยังคงเท่าเดิม
การทำ CoolSculpting ไม่เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 จะทำให้เห็นผลลัพธ์ได้น้อยและต้องทำหลายครั้ง
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์
- ผู้ที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร
- ผู้ที่เป็นโรคแพ้ความเย็น
- ผู้ที่เป็นโรคไส้เลื่อน
- ผู้ที่มีแผลผ่าตัดในบริเวณที่จะทำการรักษาไม่เกิน 6 เดือน
- ผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
- ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยาที่ทำให้เลือดไม่แข็งตัวตามปกติ
- ผู้ที่มีแผลเปิด ผิวหนังอักเสบ หรือติดเชื้อในบริเวณที่จะรักษา
- ผู้ที่ติดอุปกรณ์ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- ผู้ที่อยู่ระหว่างการมีประจำเดือน
การเตรียมตัวก่อนทำ CoolSculpting
ก่อนเข้ารับบริการสลายไขมัน ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก ผู้รับบริการสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเหมือนก่อนทำทรีตเมนต์ทั่วไป เพียงแต่แนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ และหากทำการสลายไขมันบริเวณช่วงท้อง ควรงดอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
ขั้นตอนการทำ CoolSculpting

- ทำความสะอาดบริเวณที่ทำหัตถการ
- แพทย์วางแผ่นเจลปกป้องผิว จากนั้นประกบหัวดูดบริเวณเป้าหมาย
- เปิดเครื่อง CoolSculpting เพื่อปล่อยคลื่นความเย็นเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เซลล์ไขมันใต้ผิวหนังแข็งตัว
- เมื่อจบรอบก็จะมีการใช้เครื่องมือนวดบริเวณที่ทำเพื่อให้เซลล์ไขมันแตกตัว
- แพทย์แนะนำการดูแลตัวเอง เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการสลายไขมัน
การดูแลตัวเองหลังทำ CoolSculpting
หลังเข้ารับการทำ CoolSculpting ผู้รับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน แนะนำให้ดูแลตัวเอง ดังนี้
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ควบคุมอาหาร งดอาหารที่ทำให้เกิดไขมันสะสม เพื่อไม่ให้เซลล์ไขมันขยายตัวและแบ่งตัวเพิ่มขึ้น
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์
- หากเกิดรอยช้ำ หรือมีจุดเลือดออก ไม่ต้องกังวล สามารถหายไปได้ใน 1-2 สัปดาห์
สลายไขมันด้วยความเย็น ที่ไหนดี?
การเลือกคลินิก หรือโรงพยาบาล ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยสามารถพิจารณาได้จากปัจจัยดังนี้
- เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบรับรองอย่างถูกต้อง
- ทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญการ
- ใช้เครื่องของแท้ ผ่านการรับรอง
- โปรแกรม CoolSculpting ราคาสมเหตุสมผล ไม่แพงเกินไปหรือถูกเกินจริง
- ดูรีวิวจากผู้ที่เคยเข้ามาใช้บริการจริง
โปรแกรม CoolSculpting ELITE สลายไขมันด้วยความเย็น ที่ THE RITZ CLINIC
โปรแกรม CoolSculpting ELITE ที่ THE RITZ CLINIC สลายไขมันโดยใช้เครื่อง Coolsculpting Elite ซึ่งอัปเกรดจากเครื่อง CoolSculpting ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ทั้งในด้านของดีไซน์และการทำงาน โดยมาพร้อมระบบแบบ 2 หัว และแอพพลิเคเตอร์แบบใหม่ 7 ชนิด ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาพื้นที่ผิวซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น มีความโค้งเว้าเข้ากับสรีระร่างกาย ครอบคลุมไขมันทุกส่วน สลายไขมันได้จุใจ มอบประสิทธิภาพที่เหนือกว่า
จุดเด่นของ CoolSculpting ELITE
- ระบบใหม่แบบ 2 หัว ทำงานพร้อมกัน 2 จุดได้ในเวลาเดียวกัน
- แอพพลิเคเตอร์แบบใหม่ 7 ชนิด เพิ่มพื้นที่สัมผัสมากขึ้น
- มาตรฐานการรองรับ U.S. FDA กับ ThaiFDA
- เริ่มเห็นผลลัพธ์ใน 2 สัปดาห์
CoolSculpting ราคาเท่าไหร่?
ที่ THE RITZ CLINIC CoolSculpting ELITE ราคาโปรแกรม จะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการทำการรักษา ปริมาณไขมันสะสมของแต่ละท่าน และจำนวน Applicators ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจได้ถึงผลลัพธ์การสลายไขมันที่มีประสิทธิภาพและตรงตามความคาดหวังของแต่ละบุคคล
สำหรับโปรแกรม CoolSculpting ELITE ที่ THE RITZ CLINIC ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ XXX บาท
สรุป
การทำ CoolSculpting เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการลดไขมันส่วนเกินเป็นจุด ๆ อย่างได้ผล ปลอดภัย โดยไม่ต้องผ่าตัด สิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อนทำการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อประเมินร่างกายว่าเหมาะสมที่จะทำหรือไม่ ควรทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจน รวมถึงผลข้างเคียงและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล เพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
FAQ
CoolSculpting เห็นผลจริงไหม?
CoolSculpting เห็นผลจริง โดยสามารถทำลายเซลล์ไขมันส่วนเกินได้ 24-27% ต่อการทำ 1 ครั้ง
สลายไขมันด้วยความเย็น ไม่ได้ผลเกิดจากอะไร?
หากทำ CoolSculpting แล้วไม่ได้ผล เกิดจาก 2 กรณี คือ
- มีปริมาณไขมันมากเกินไป หรือมีค่า BMI มากกว่า 30 ทำให้ไม่สามารถลดไขมันได้อย่างเต็มที่ หรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม ที่ THE RITZ CLINIC เรามีการประเมินสัดส่วนของร่างกายของผู้รับบริการอย่างตรงไปตรงมาว่า เหมาะกับ CoolSculpting หรือไม่
- ใช้เครื่อง CoolSculpting ของปลอม ไม่ได้มาตรฐาน
สลายไขมันด้วยความเย็น ใช้เวลาทำนานแค่ไหน?
ใช้เวลา 35-75 นาที ต่อ 1 บริเวณ
สลายไขมันด้วยความเย็น ต้องทำกี่ครั้ง?
แนะนำให้ทำ 2 ครั้งขึ้นไป เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
หลังทำการรักษา ไขมันหายไปถาวรไหม?
สลายไขมันได้ถาวร ทั้งนี้ หลังทำการรักษาต้องมีการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้เซลล์ไขมันที่ยังอยู่เกิดการขยายตัวและแบ่งตัวเพิ่มขึ้น
สลายไขมันด้วยความเย็น เจ็บไหม?
จะรู้สึกเย็น ตึง และเจ็บเล็กน้อย ตอนเครื่องเริ่มทำงาน และตอนที่นวดหลังจากแช่แข็งไขมัน
สลายไขมันด้วยความเย็น อันตรายไหม?
การสลายไขมันมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากได้รับการยอมรับจากองค์กรอาหารและยา (FDA) ทั้งของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) และประเทศไทย (ThaiFDA) นอกจากนี้ หลังทำการรักษา เซลล์ไขมันจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านกลไกตามธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ว่า มีความปลอดภัยต่อร่างกายแน่นอน