การฉีดโบท็อกลดกราม หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ฉีดโบกราม” เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ดูมีมิติแบบวีเชฟ แต่ทราบหรือไม่ว่าการดูแลตัวเองหลังฉีดโบกรามนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้น วันนี้ THE RITZ CLINIC จึงได้รวบรวมข้อควรรู้และข้อห้ามต่าง ๆ หลังฉีดโบกรามมาแนะนำ เพื่อให้ทุกคนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจและใบหน้าเป๊ะปังยาวนาน
วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดโบกราม

เพื่อให้โบท็อกซ์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ การดูแลตัวเองหลังฉีดโบกรามเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว
- 30 นาทีแรก: หลังจากฉีดทันที ควรบริหารกล้ามเนื้อบริเวณกรามด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่ง ประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ตัวยากระจายตัวเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น แต่ในช่วงนี้ยังไม่ควรนอนราบหรือก้มหน้านาน ๆ
- 4 ชั่วโมงแรก: ยังคงต้องงดการนอนราบหรือก้มหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเคลื่อนที่ไปยังกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ไม่ต้องการ
- คืนแรก: อาจหนุนหมอนให้สูงกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการบวมที่อาจเกิดขึ้นได้บ้าง
- 24 ชั่วโมงแรก: งดการจับ สัมผัส นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ตัวยากระจายตัวผิดตำแหน่ง
- 1-3 วันแรก: อาจมีอาการตึง หรือเมื่อยบริเวณกรามเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากไปก่อน
- 1-2 สัปดาห์: จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง กล้ามเนื้อกรามจะค่อย ๆ นิ่มลงและมีขนาดเล็กลง สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้จะช่วยให้ผลลัพธ์หลังฉีดโบกรามชัดเจนและยาวนานขึ้น
หลังฉีดโบกรามห้ามทำอะไรบ้าง

เพื่อให้ผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกลดกรามอยู่กับเราได้นานที่สุด และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ มีข้อควรระวังและข้อห้ามบางประการที่ทุกคนควรรู้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดหลังฉีดโบกราม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ไม่ควรทำ
หลีกเลี่ยงความร้อน และกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง
ความร้อนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุของโบท็อกซ์ เนื่องจากความร้อนสามารถทำลายโครงสร้างโปรตีนในตัวยา ทำให้โบท็อกซ์สลายตัวเร็วขึ้น ดังนั้นหลังฉีดโบกรามประมาณ 1-2 สัปดาห์ ควรงดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความร้อนสูงทุกชนิด เช่น การอบซาวน่า การทำสตรีม การทำเลเซอร์ร้อนบริเวณใบหน้า การสัมผัสแดดจัดเป็นเวลานาน หรือแม้แต่การใช้ไดร์เป่าผมที่ลมร้อนจ่อบริเวณใบหน้าโดยตรง รวมถึงกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดมากจนหน้าแดง อย่างการออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะอาจส่งผลต่อการกระจายตัวของยาและทำให้ประสิทธิภาพลดลง
งดการสัมผัส นวด หรือคลึงใบหน้า
ในช่วงแรกหลังฉีดโบกราม ตัวยายังต้องการเวลาในการปรับตัวและออกฤทธิ์อย่างแม่นยำในบริเวณที่ฉีด การสัมผัส กด นวด หรือคลึงบริเวณดังกล่าวแรง ๆ อาจทำให้ตัวยากระจายไปยังกล้ามเนื้อมัดอื่นที่ไม่ต้องการ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น หนังตาตก มุมปากเบี้ยว หรือกล้ามเนื้อส่วนอื่นอ่อนแรงได้ ดังนั้น ควรปล่อยให้บริเวณที่ฉีดได้พักอย่างเต็มที่อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงแรก หรือตามคำแนะนำของแพทย์ หากต้องการทำความสะอาดใบหน้า ควรทำอย่างนุ่มนวลและเบามือที่สุด
งดการทาสกินแคร์หรือการใช้เครื่องสำอาง
หลังฉีดโบกรามประมาณ 4-6 ชั่วโมงแรก ควรงดการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว การแต่งหน้า หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ บนใบหน้าบริเวณที่ฉีด เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสที่อาจทำให้ตัวยาเคลื่อนที่ และเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อบริเวณรอยเข็มที่ยังปิดไม่สนิท หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว สามารถแต่งหน้าและใช้สกินแคร์ได้ตามปกติ แต่ยังคงต้องทำด้วยความอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการถูหรือนวดแรง ๆ บริเวณกรามในช่วง 1-2 วันแรก เพื่อให้ผลลัพธ์หลังฉีดโบกรามเป็นไปอย่างดีที่สุด
งดการใช้ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด
ยาและอาหารเสริมบางประเภทอาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์ หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรอยฟกช้ำได้ หลังฉีดโบกรามควรแจ้งแพทย์ให้ทราบเกี่ยวกับยาและอาหารเสริมทุกชนิดที่กำลังรับประทานอยู่ หากเป็นไปได้ ควรงดกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Naproxen, Aspirin รวมถึงวิตามินอี น้ำมันปลา สารสกัดจากใบแปะก๊วย หรือสมุนไพรบางชนิดที่มีผลทำให้เลือดออกง่าย ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนและหลังการฉีด หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสเกิดรอยเขียวช้ำ
งดการทำหัตถการอื่น ๆ บนใบหน้า
เพื่อให้โบท็อกซ์ทำงานได้อย่างเต็มที่และลดความเสี่ยงของการอักเสบหรือผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด หลังฉีดโบกรามประมาณ 1-2 สัปดาห์ ควรงดเว้นการทำหัตถการอื่น ๆ บนใบหน้าไปก่อน โดยเฉพาะหัตถการที่ต้องมีการนวด กด หรือใช้ความร้อนบริเวณใบหน้า เช่น การทำทรีตเมนต์นวดหน้า การทำเลเซอร์บางชนิด หรือการทำคลื่นวิทยุ (RF) ควรรอให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์เต็มที่และใบหน้าเข้าที่เรียบร้อยก่อน หรือปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อนตัดสินใจทำหัตถการอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
งดการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมและสุขภาพผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังอาจมีผลต่อระยะเวลาการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์อีกด้วย สารนิโคตินและสารพิษต่าง ๆ ในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงผิวได้น้อยลง อีกทั้งยังทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้โบท็อกซ์อาจสลายตัวเร็วขึ้น ดังนั้น หลังฉีดโบกราม หากสามารถงดหรือลดปริมาณการสูบบุหรี่ลงได้ ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งสุขภาพโดยรวมและช่วยให้ผลลัพธ์ของโบท็อกซ์คงอยู่ได้นานยิ่งขึ้น
หลังฉีดโบกรามห้ามกินอะไรบ้าง

เพื่อให้โบท็อกซ์อยู่กับเราไปนาน ๆ และผลลัพธ์หลังฉีดโบกรามเป็นที่น่าพอใจ นอกเหนือจากข้อห้ามในการปฏิบัติตัวแล้ว เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกส่วนที่ควรให้ความสำคัญ โดยทั่วไปแล้วไม่มีข้อห้ามเรื่องอาหารที่เฉพาะเจาะจงมากนัก แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อลดปัจจัยที่อาจทำให้โบท็อกซ์สลายตัวเร็ว หรือเสี่ยงต่ออาการบวมได้ง่าย ได้แก่
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด: เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว อาจเพิ่มโอกาสบวมช้ำ และเร่งการสลายตัวของโบท็อกซ์
- อาหารหมักดอง: เช่น ปลาร้า ผักกาดดอง ผลไม้ดอง เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่กระตุ้นการอักเสบได้
- อาหารรสจัด หรือมีโซเดียมสูง: เพราะอาจทำให้ร่างกายบวมน้ำได้ง่าย ส่งผลต่อบริเวณที่ฉีด
- อาหารที่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก: เช่น เนื้อสัตว์ที่เหนียวมาก ถั่วแข็ง หรือหมากฝรั่ง (ยกเว้นช่วง 30 นาทีแรกหลังฉีด) เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อกรามกลับมาทำงานหนักเร็วขึ้น
- อาหารที่ร้อนจัด: ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ร้อนมาก ๆ เพราะความร้อนอาจส่งผลต่อตัวยาได้
อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดโบกราม
โดยทั่วไปแล้ว การฉีดโบท็อกลดกรามเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงและมีผลข้างเคียงน้อย อย่างไรก็ตาม หลังฉีดโบกราม อาจมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นอาการที่ไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน อาการที่อาจพบได้บ่อย มีดังนี้
- รอยแดง หรือรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด: เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด มักจะค่อย ๆ จางหายไปเองภายใน 2-3 วัน หรือนานสุดไม่เกิน 1 สัปดาห์ สามารถประคบเย็นเบา ๆ เพื่อช่วยลดอาการได้
- อาการปวด ตึง หรือเมื่อยบริเวณกราม: เกิดจากการที่กล้ามเนื้อเริ่มปรับตัวต่อการออกฤทธิ์ของยา มักเป็นอยู่ประมาณ 1-3 วันแรก แล้วจะค่อย ๆ ดีขึ้น
- อาการบวมเล็กน้อย: บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณที่ฉีดได้บ้าง ซึ่งมักจะยุบลงเองภายใน 1-2 วัน
- เคี้ยวอาหารลำบากเล็กน้อย: ในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อกรามเริ่มอ่อนแรงลง อาจรู้สึกว่าเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือเหนียวได้ลำบากขึ้นเล็กน้อย อาการนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว
หากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่รุนแรง หรืออาการที่กล่าวมาข้างต้นไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ควรติดต่อปรึกษาแพทย์ทันที
สิ่งที่ควรปฏิบัติหลังฉีดโบกราม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและอยู่ได้นานขึ้น

นอกจากการหลีกเลี่ยงข้อห้ามต่าง ๆ แล้ว การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องหลังฉีดโบกรามก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่และรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้น ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้
- เคี้ยวหมากฝรั่งทันทีหลังฉีด: ประมาณ 15-30 นาที เพื่อช่วยให้ตัวยากระจายตัวเข้าสู่กล้ามเนื้อเป้าหมายได้ดีขึ้น
- ขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดบ่อย ๆ: ในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก (ตามคำแนะนำของแพทย์) เพื่อให้ยากระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการนอนราบหรือก้มหน้านาน ๆ: ในช่วง 3-4 ชั่วโมงแรกหลังฉีด เพื่อป้องกันยาเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการ
- ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ: ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีและส่งผลดีต่อผิวพรรณ
- กลับมาฉีดซ้ำตามกำหนดนัดของแพทย์: โดยทั่วไปโบท็อกซ์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 4-6 เดือน การกลับมาฉีดซ้ำอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยคงผลลัพธ์ใบหน้าเรียวสวยไว้ได้ยาวนาน และในบางรายอาจช่วยยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ในการฉีดครั้งต่อ ๆ ไปได้ด้วย
สรุปบทความ
การดูแลตัวเองหลังฉีดโบกรามอย่างถูกวิธี ทั้งการปฏิบัติตามคำแนะนำ และการหลีกเลี่ยงข้อห้ามต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยให้ผลลัพธ์ใบหน้าเรียวสวยอยู่กับเราได้ยาวนานยิ่งขึ้น
เพียงแค่ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าผลลัพธ์หลังฉีดโบกรามจะสวยงาม ถูกใจ และคงทนยาวนานตามที่คาดหวัง หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการคำแนะนำในการฉีดโบท็อกกราม สามารถทักเข้ามาปรึกษากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ THE RITZ CLINIC ได้เลย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- ติดต่อโดยตรงที่เดอะริทซ์คลินิก THE RITZ CLINIC ทุกสาขา ใกล้บ้านท่าน
- Facebook Inbox THE RITZ : https://www.facebook.com/theritzclinic
- Line Official Account : @theritzclinic หรือ https://lin.ee/7G0Lul3
- Instagram : theritzclinic.official
- โทรเข้า Call Center ของ THE RITZ CLINIC : 088-892-2666
เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ทีมคุณหมอพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


