Call Center : 088-892-2666
Line OA : @Theritzclinic
Open hours : 10:00 – 20:00

ข้อควรรู้และข้อห้ามหลังฉีดโบกราม

รวมข้อควรรู้และข้อห้ามหลังฉีดโบกราม เพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าเดิม

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

การฉีดโบท็อกลดกราม หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ฉีดโบกราม” เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ดูมีมิติแบบวีเชฟ แต่ทราบหรือไม่ว่าการดูแลตัวเองหลังฉีดโบกรามนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้น วันนี้ THE RITZ CLINIC จึงได้รวบรวมข้อควรรู้และข้อห้ามต่าง ๆ หลังฉีดโบกรามมาแนะนำ เพื่อให้ทุกคนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจและใบหน้าเป๊ะปังยาวนาน

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดโบกราม

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดโบกราม

เพื่อให้โบท็อกซ์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ การดูแลตัวเองหลังฉีดโบกรามเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

  • 30 นาทีแรก: หลังจากฉีดทันที ควรบริหารกล้ามเนื้อบริเวณกรามด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่ง ประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ตัวยากระจายตัวเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น แต่ในช่วงนี้ยังไม่ควรนอนราบหรือก้มหน้านาน ๆ
  • 4 ชั่วโมงแรก: ยังคงต้องงดการนอนราบหรือก้มหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเคลื่อนที่ไปยังกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ไม่ต้องการ
  • คืนแรก: อาจหนุนหมอนให้สูงกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการบวมที่อาจเกิดขึ้นได้บ้าง
  • 24 ชั่วโมงแรก: งดการจับ สัมผัส นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ตัวยากระจายตัวผิดตำแหน่ง
  • 1-3 วันแรก: อาจมีอาการตึง หรือเมื่อยบริเวณกรามเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากไปก่อน
  • 1-2 สัปดาห์: จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง กล้ามเนื้อกรามจะค่อย ๆ นิ่มลงและมีขนาดเล็กลง สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้จะช่วยให้ผลลัพธ์หลังฉีดโบกรามชัดเจนและยาวนานขึ้น

หลังฉีดโบกรามห้ามทำอะไรบ้าง

หลังฉีดโบกรามห้ามทำอะไรบ้าง

เพื่อให้ผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกลดกรามอยู่กับเราได้นานที่สุด และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ มีข้อควรระวังและข้อห้ามบางประการที่ทุกคนควรรู้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดหลังฉีดโบกราม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ไม่ควรทำ

หลีกเลี่ยงความร้อน และกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง

ความร้อนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุของโบท็อกซ์ เนื่องจากความร้อนสามารถทำลายโครงสร้างโปรตีนในตัวยา ทำให้โบท็อกซ์สลายตัวเร็วขึ้น ดังนั้นหลังฉีดโบกรามประมาณ 1-2 สัปดาห์ ควรงดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความร้อนสูงทุกชนิด เช่น การอบซาวน่า การทำสตรีม การทำเลเซอร์ร้อนบริเวณใบหน้า การสัมผัสแดดจัดเป็นเวลานาน หรือแม้แต่การใช้ไดร์เป่าผมที่ลมร้อนจ่อบริเวณใบหน้าโดยตรง รวมถึงกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดมากจนหน้าแดง อย่างการออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะอาจส่งผลต่อการกระจายตัวของยาและทำให้ประสิทธิภาพลดลง

งดการสัมผัส นวด หรือคลึงใบหน้า

ในช่วงแรกหลังฉีดโบกราม ตัวยายังต้องการเวลาในการปรับตัวและออกฤทธิ์อย่างแม่นยำในบริเวณที่ฉีด การสัมผัส กด นวด หรือคลึงบริเวณดังกล่าวแรง ๆ อาจทำให้ตัวยากระจายไปยังกล้ามเนื้อมัดอื่นที่ไม่ต้องการ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น หนังตาตก มุมปากเบี้ยว หรือกล้ามเนื้อส่วนอื่นอ่อนแรงได้ ดังนั้น ควรปล่อยให้บริเวณที่ฉีดได้พักอย่างเต็มที่อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงแรก หรือตามคำแนะนำของแพทย์ หากต้องการทำความสะอาดใบหน้า ควรทำอย่างนุ่มนวลและเบามือที่สุด

งดการทาสกินแคร์หรือการใช้เครื่องสำอาง

หลังฉีดโบกรามประมาณ 4-6 ชั่วโมงแรก ควรงดการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว การแต่งหน้า หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ บนใบหน้าบริเวณที่ฉีด เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสที่อาจทำให้ตัวยาเคลื่อนที่ และเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อบริเวณรอยเข็มที่ยังปิดไม่สนิท หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว สามารถแต่งหน้าและใช้สกินแคร์ได้ตามปกติ แต่ยังคงต้องทำด้วยความอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการถูหรือนวดแรง ๆ บริเวณกรามในช่วง 1-2 วันแรก เพื่อให้ผลลัพธ์หลังฉีดโบกรามเป็นไปอย่างดีที่สุด

งดการใช้ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด

ยาและอาหารเสริมบางประเภทอาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์ หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรอยฟกช้ำได้ หลังฉีดโบกรามควรแจ้งแพทย์ให้ทราบเกี่ยวกับยาและอาหารเสริมทุกชนิดที่กำลังรับประทานอยู่ หากเป็นไปได้ ควรงดกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Naproxen, Aspirin รวมถึงวิตามินอี น้ำมันปลา สารสกัดจากใบแปะก๊วย หรือสมุนไพรบางชนิดที่มีผลทำให้เลือดออกง่าย ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนและหลังการฉีด หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสเกิดรอยเขียวช้ำ

งดการทำหัตถการอื่น ๆ บนใบหน้า

เพื่อให้โบท็อกซ์ทำงานได้อย่างเต็มที่และลดความเสี่ยงของการอักเสบหรือผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด หลังฉีดโบกรามประมาณ 1-2 สัปดาห์ ควรงดเว้นการทำหัตถการอื่น ๆ บนใบหน้าไปก่อน โดยเฉพาะหัตถการที่ต้องมีการนวด กด หรือใช้ความร้อนบริเวณใบหน้า เช่น การทำทรีตเมนต์นวดหน้า การทำเลเซอร์บางชนิด หรือการทำคลื่นวิทยุ (RF) ควรรอให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์เต็มที่และใบหน้าเข้าที่เรียบร้อยก่อน หรือปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อนตัดสินใจทำหัตถการอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

งดการสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมและสุขภาพผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังอาจมีผลต่อระยะเวลาการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์อีกด้วย สารนิโคตินและสารพิษต่าง ๆ ในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงผิวได้น้อยลง อีกทั้งยังทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้โบท็อกซ์อาจสลายตัวเร็วขึ้น ดังนั้น หลังฉีดโบกราม หากสามารถงดหรือลดปริมาณการสูบบุหรี่ลงได้ ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งสุขภาพโดยรวมและช่วยให้ผลลัพธ์ของโบท็อกซ์คงอยู่ได้นานยิ่งขึ้น

หลังฉีดโบกรามห้ามกินอะไรบ้าง

หลังฉีดโบกรามห้ามกินอะไรบ้าง

เพื่อให้โบท็อกซ์อยู่กับเราไปนาน ๆ และผลลัพธ์หลังฉีดโบกรามเป็นที่น่าพอใจ นอกเหนือจากข้อห้ามในการปฏิบัติตัวแล้ว เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกส่วนที่ควรให้ความสำคัญ โดยทั่วไปแล้วไม่มีข้อห้ามเรื่องอาหารที่เฉพาะเจาะจงมากนัก แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อลดปัจจัยที่อาจทำให้โบท็อกซ์สลายตัวเร็ว หรือเสี่ยงต่ออาการบวมได้ง่าย ได้แก่

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด: เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว อาจเพิ่มโอกาสบวมช้ำ และเร่งการสลายตัวของโบท็อกซ์
  • อาหารหมักดอง: เช่น ปลาร้า ผักกาดดอง ผลไม้ดอง เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่กระตุ้นการอักเสบได้
  • อาหารรสจัด หรือมีโซเดียมสูง: เพราะอาจทำให้ร่างกายบวมน้ำได้ง่าย ส่งผลต่อบริเวณที่ฉีด
  • อาหารที่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก: เช่น เนื้อสัตว์ที่เหนียวมาก ถั่วแข็ง หรือหมากฝรั่ง (ยกเว้นช่วง 30 นาทีแรกหลังฉีด) เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อกรามกลับมาทำงานหนักเร็วขึ้น
  • อาหารที่ร้อนจัด: ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ร้อนมาก ๆ เพราะความร้อนอาจส่งผลต่อตัวยาได้

อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดโบกราม

โดยทั่วไปแล้ว การฉีดโบท็อกลดกรามเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงและมีผลข้างเคียงน้อย อย่างไรก็ตาม หลังฉีดโบกราม อาจมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นอาการที่ไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน อาการที่อาจพบได้บ่อย มีดังนี้

  • รอยแดง หรือรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด: เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด มักจะค่อย ๆ จางหายไปเองภายใน 2-3 วัน หรือนานสุดไม่เกิน 1 สัปดาห์ สามารถประคบเย็นเบา ๆ เพื่อช่วยลดอาการได้
  • อาการปวด ตึง หรือเมื่อยบริเวณกราม: เกิดจากการที่กล้ามเนื้อเริ่มปรับตัวต่อการออกฤทธิ์ของยา มักเป็นอยู่ประมาณ 1-3 วันแรก แล้วจะค่อย ๆ ดีขึ้น
  • อาการบวมเล็กน้อย: บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณที่ฉีดได้บ้าง ซึ่งมักจะยุบลงเองภายใน 1-2 วัน
  • เคี้ยวอาหารลำบากเล็กน้อย: ในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อกรามเริ่มอ่อนแรงลง อาจรู้สึกว่าเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือเหนียวได้ลำบากขึ้นเล็กน้อย อาการนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว

หากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่รุนแรง หรืออาการที่กล่าวมาข้างต้นไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ควรติดต่อปรึกษาแพทย์ทันที

สิ่งที่ควรปฏิบัติหลังฉีดโบกราม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและอยู่ได้นานขึ้น

สิ่งที่ควรปฏิบัติหลังฉีดโบกราม

นอกจากการหลีกเลี่ยงข้อห้ามต่าง ๆ แล้ว การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องหลังฉีดโบกรามก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่และรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้น ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้

  • เคี้ยวหมากฝรั่งทันทีหลังฉีด: ประมาณ 15-30 นาที เพื่อช่วยให้ตัวยากระจายตัวเข้าสู่กล้ามเนื้อเป้าหมายได้ดีขึ้น
  • ขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดบ่อย ๆ: ในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก (ตามคำแนะนำของแพทย์) เพื่อให้ยากระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการนอนราบหรือก้มหน้านาน ๆ: ในช่วง 3-4 ชั่วโมงแรกหลังฉีด เพื่อป้องกันยาเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการ
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ: ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีและส่งผลดีต่อผิวพรรณ
  • กลับมาฉีดซ้ำตามกำหนดนัดของแพทย์: โดยทั่วไปโบท็อกซ์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 4-6 เดือน การกลับมาฉีดซ้ำอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยคงผลลัพธ์ใบหน้าเรียวสวยไว้ได้ยาวนาน และในบางรายอาจช่วยยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ในการฉีดครั้งต่อ ๆ ไปได้ด้วย

สรุปบทความ

การดูแลตัวเองหลังฉีดโบกรามอย่างถูกวิธี ทั้งการปฏิบัติตามคำแนะนำ และการหลีกเลี่ยงข้อห้ามต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยให้ผลลัพธ์ใบหน้าเรียวสวยอยู่กับเราได้ยาวนานยิ่งขึ้น 

เพียงแค่ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าผลลัพธ์หลังฉีดโบกรามจะสวยงาม ถูกใจ และคงทนยาวนานตามที่คาดหวัง หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการคำแนะนำในการฉีดโบท็อกกราม สามารถทักเข้ามาปรึกษากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ THE RITZ CLINIC ได้เลย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ทีมคุณหมอพร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

บทความที่น่าสนใจ

ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร? รวมวิธีแก้ยกกระชับ หน้าเด็กทันที

ผิวหย่อนคล้อย เกิดจากอะไร? รวมวิธีแก้ยกกระชับ หน้าเด็กทันที

เมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่วัยเลข 3 สัญญาณแห่งวัยที่ชัดเจนที่สุดและสร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน คงหนีไม่พ้นเรื่องความเปลี่ยนแปลงของรูปหน้า จากที่เคยมีกรอบหน้าชัดเป๊ะ แก้มตึงกระชับ กลับเริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าดู “ตกลง” ตามแรงโน้มถ่วง แก้มเริ่มห้อย…
ปานโอตะ คืออะไร? รักษาหายไหม พร้อมวิธีลบเลือนให้ผิวใส

ปานโอตะ คืออะไร? รักษาหายไหม พร้อมวิธีลบเลือนให้ผิวใส

รอยปานสีเขียวเทาหรือสีน้ำเงินเข้มที่ปรากฏเด่นชัดบนใบหน้า ไม่เพียงแต่เป็นตำหนิทางผิวพรรณ แต่ยังบั่นทอนความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของใครหลายคน ปัญหา “ปานโอตะ” มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรอยช้ำ เป็นฝ้าลึก หรือเป็นรอยที่ไม่มีวันรักษาหาย ทำให้หลายคนหมดหวังและปล่อยทิ้งไว้ หรือเสียเงินจำนวนมากไปกับครีมราคาแพงแต่ผลลัพธ์กลับว่างเปล่า…
Q Switch Laser vs Pico Laser ต่างกันยังไง? แบบไหนดีกว่า

Q Switch Laser vs Pico Laser ต่างกันยังไง? แบบไหนดีกว่า

ในยุคที่เทคโนโลยีความงามก้าวหน้าไปไกล การรักษาผิวพรรณให้ขาวใสไร้จุดด่างดำไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่ยากสำหรับคนไข้คือการ “เลือก” เครื่องมือที่ใช่ที่สุด เพราะในท้องตลาดมีเลเซอร์มากมายหลายชื่อ โดยเฉพาะคู่เปรียบเทียบตลอดกาลอย่าง Q Switch Laser…

Moveo Red Laser

ราคาทดลอง 699.-

ปรึกษาฟรี
ถามหมอได้เลยครับ